Posted by: songchaile | มิถุนายน 7, 2008

การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษา

คำถามท้ายบทที่ 10

การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษา

=====================================================

 

1.  อธิบายแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาองค์การ.

แนวคิดการพัฒนาองค์การ เป็นความพยายามอย่างมีแผนและต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์การ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การ ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง และต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ประกอบกระบวนการวิจัยเชิงแก้ปัญหาเป็นแม่แบบ

 วัตถุประสงค์ในการพัฒนาองค์การ

การพัฒนาองค์การของหน่วยงานแต่ละหน่วยงานนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งลักษณะปัญหาตลอดจนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตามเป้าหมายขององค์การไม่เหมือนกันกับประสบการณ์และทักษะของผู้บริหาร  การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาองค์การนั้นมุ่งเน้นในหัวข้อต่อไปนี้

1)การสร้างระบบหรือปรับระบบในสายการทำงานให้ยืดหยุ่นได้ตามลักษณะงาน

2) การแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะการทำงานทุกอย่างย่อมมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นเสมอ ฉะนั้นการแก้ปัญหาในหน่วยงานนั้นทางที่ดีที่สุดคือการให้สมาชิกในหน่วยงานร่วมกันหาแนวทางด้วยวิธีการสร้างบรรยากาศที่เปิดเผยทั่วทั้งองค์การ

3) ขจัดความขัดแย้งหรือการแข่งขันให้อยู่ในขอบเขตของแต่ละคน

4) ระบบการให้รางวัลหรือความดีความชอบ เน้นความก้าวหน้าของบุคลากรและประสิทธิภาพของงานเป็นหลัก

5) มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นและรู้สึกว่าเป็นเจ้าขององค์การร่วมกัน  องค์การมิใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคน

6) ความสอดคล้องในการบริหารคนกับบริหารเป้าหมายขององค์การเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

7) สมาชิกพร้อมที่จะเผชิญปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยทีมงาน และการแก้ปัญหา  เพื่อกลุ่มมากกว่าพยายามบ่ายเบี่ยงหรือไม่ยอมรับว่ามีปัญหาในองค์การ

8) การตอบปัญหา เน้นการตอบปัญหาแบบเสริมสร้างมากกว่าขัดแย้ง

9) เพื่อพัฒนาบุคคลและพฤติกรรมของกลุ่มงาน ได้แก่ การติดต่อสื่อสารและการประสานงาน  มีการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับหน่วยงานในองค์การ ฯลฯ

10) เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยมีการวางแผนและปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด

 

2.  การพัฒนาองค์การมีประโยชน์อย่างไร ? สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้อย่างไร?

ประโยชน์ของการพัฒนาองค์การสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้ดังนี้

                1.  ใช้พัฒนาเพื่อให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิผลของสถานศึกษา เช่น การเพิ่มผลผลิต การส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงาน การกำหนดจุดมุ่งหมาย การวางแผน การจัดองค์การ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ การใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและการปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ เป็นต้น

                2.   ใช้พัฒนาเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการดีขึ้นทุกระดับ

                3.   ใช้เป็นแนวทางในการเดินไปสู่ความสำเร็จของสถานศึกษามากขึ้น

                4.   ใช้ปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการปฏิบัติงานระหว่างแผนกวิชาช่างต่างๆ

                5.   เพื่อให้พนักงานเข้าใจการปฏิบัติงานตลอดจนจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การมากขึ้น

                6.   ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการติดต่อสื่อสาร การแก้ปัญหาและทักษะการบริหารความขัดแย้งทำให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานสูงขึ้น ลดความสูญเสียเวลาและการเผชิญหน้ากันแบบชนะ แพ้ ซึ่งจะเกิดผลเสียหายต่อองค์การ

                7.   พัฒนาบรรยากาศในการทำงานที่ส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์และความเปิดเผยจริงใจต่อกัน เป็นการส่งเสริมบุคลากรให้ก้าวหน้า มีความรับผิดชอบและแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์

                8.   ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มีความเจริญเติบโตและเป็นคู่แข่งขันในตลาดการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                9.   สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงานและรักษาบุคลากรที่ขยันขันแข็งมีความรู้ความสามารถไว้ในองค์การ

 

3. วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสามารถทำได้อย่างไรบ้าง?

                วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสามารถทำได้ดังนี้

                1. ทำการการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลง เป็นลำดับแรก  การวิเคราะห์วินิจฉัยที่ดีจะช่วยสามารถละลายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและสมควรจะต้องพัฒนาเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในอนาคตนอกจากนั้นยังช่วยให้สามารถสอดแทรกกิจกรรมการพัฒนาองค์การตลอดจนการเสริมแรงได้อย่างถูกต้องอีกส่วนหนึ่งด้วย

                2. กำหนดวงจรการวิเคราะห์วินิจฉัย การสอดแทรก การเสริมสร้างซึ่งอธิบาย ดังนี้

                1.   การวิเคราะห์วินิจฉัย (Diagnosis) เป็นขั้นตอนที่ฝ่ายบริหารยอมรับว่ามีช่องว่างเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน จึงต้องจ้างที่ปรึกษาเข้ามาดำเนินการสัมภาษณ์บุคลากรหลักขององค์การวางแผนการปฏิบัติการ กล่าวคือ มีการดำเนินการเก็บรวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ปัญหาได้อย่างดี

                2.   การสอดแทรก (Intervention) เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความสามารถของสมาชิกในด้านวิธีเคราะห์ข้อมูล การกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน

                3.   การเสริมแรง (Reinforcement) ในขั้นตอนนี้ที่ปรึกษาจะประชุมกับกลุ่มที่กำลังปฏิบัติการพัฒนางานเป็นระยะๆ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุปสรรคปัญหาในการพัฒนางาน

                 โดยวิธีการปรับปรุงและการพัฒนาองค์การมีรูปแบบดังนี้

                1.   ปรับเปลี่ยนที่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามปัจจัยต่างๆ ที่กำกับอยู่ตามธรรมชาติ

                2.   ปรับเปลี่ยนที่เป็นแบบถอนรากถอนโคน โดยปรับความมุ่งหมายหรือปรัชญาขององค์การ เช่น การปรับเปลี่ยนจากกระบวนการเมืองหนึ่งไปสู่อีกระบบการเมืองหนึ่ง

                3.   ปรับเปลี่ยนตามรูปร่างหรือโครงสร้าง  โดยที่ข้อจำกัด ในบางกรณีโครงสร้างดี เป็นฐานของความสามารถ การปรับเปลี่ยนในส่วนของการดำเนินงานตามหน้าที่ก็กระทำได้โดยไม่ต้อง

เปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานโดยโครงสร้างยังคงเดิม

                4.    ปรับเปลี่ยนในรูปของการแก้ไขซ่อมแซมเมื่อเกิดการชำรุดเสียหายขึ้น

                5.    ปรับเปลี่ยนบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่มีเหตุผลเป็นการปรับเปลี่ยนเพียงพอเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง

                6.   ปรับรื้อระบบ ในส่วนที่พิจารณาเห็นว่าไม่ดีไม่เหมาะสมลงแล้วจัดการสร้างระบบขึ้นใหม่ดี

                 

4.  ท่านคิดว่าสถานศึกษาของท่าน มีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในเรื่องใดบ้าง? เพราะเหตุใด?

        การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาของของโรงเรียนวัดโคกสังข์ คือ

1.พัฒนาด้านกระบวนการเรียนการสอน  ให้นักเรียนได้ปฏิบัติมากขึ้น

2.พัฒนาด้านการบริหารจัดการ และการวางตัวบุคล เนื่องจากบุคลลมีความแตกต่างกัน

3.ปรับปรุงการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เนื่องจากการพัฒนาต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา 

4.ปรับปรุงเรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เนื่องจากไม่สามารถตอบสนองการเรียนรู้ในปัจจุบันได้

5.ปรับปรุงด้านการการประกันคุณภาพการศึกษา  เนื่องจาก ระบบประกันคุณภาพการศึกษาได้ จะเกี่ยวข้องกับปฏิรูปการศึกษา  

 

5. จงอธิบายความหมายของการรื้อปรับระบบ พร้อมยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา.

                ลักษณะการรื้อปรับระบบมีรูปแบบดังนี้

1. เป็นการเริ่มต้นกันใหม่โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน  แต่เป็นการละทิ้งกระบวนการที่ทำมายาวนานแล้วหากระบวนการใหม่ที่ทันสมัยตามสภาพงานในขณะนั้นต้องการ เพื่อที่จะสร้างสินค้าหรือบริการที่ให้คุณค่าแก่ผู้บริโภค

                2.   เป็นการถอนรากถอนโคน (Radical redesign) เพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงที่ยิ่งใหญ่อย่างเห็นเด่นชัด (Dramatic) โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้สำหรับวัดผลการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ด้านต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว  

                3.   เป็นรูปแบบการนำกระบวนการการบริหารจัดการใหม่มาแทนกระบวนการที่ใช้อยู่เดิมอย่างถอนรากถอนโคน  หรือเป็นการคิดค้นหากระบวนการดำเนินกิจการขึ้นมาใหม่ เพื่อฉกฉวยข้อได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

                โดยมีความหมายของการรื้อระบบ ดังนี้

                1.   เป็นหลักฐานการขั้นพื้นฐาน : ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมดและต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปติดยึดกับของเดิม

                2.   การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน : ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ ออกแบบใหม่ทั้งหมดแล้วลอง ทำตามแบบใหม่

                3.   การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ : ปรับเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

                4.   เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เน้นกระบวนการ : ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่างๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ทำโดยคนคนเดียวแต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน

                 ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเช่น

1.       การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาหลักสูตร

2.       การจัดการโครงสร้างการบริหารขององค์การใหม่

3.       การนำเอาระบบสารสนเทศมาใช้ในการเก็บเอกสารข้อมูล

4.       การให้ครูทุกคนทำแผนการเรียนรู้ด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น

 

 

6. กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของแฮมเมอร์( Hammer )ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง?     จงอธิบายแต่ละขั้นตอนโดยย่อ.

  กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของ Hammer เป็นการรื้อระบบในรูปแบบของการคิดใหม่ทำใหม่ในระดับพื้นฐานและการวางรูปแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน โดยที่     

                1. ขั้นพื้นฐาน (Fundamental) หมายความว่า ต้องเป็นคำถามในระดับพื้นฐานเกี่ยวกับว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น ที่แล้วมาทำอย่างนั้นด้วยเหตุผลอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าวิธีการที่ใช้อยู่อาจไม่สมเหตุสมผลและใช้การไม่ได้แล้ว

2. แบบถอนรากถอนโคน (Radical) หมายความว่า ต้องพิจารณาให้ถึงแก่นของกระบวนการและแก้ไขอย่างขนานใหญ่ ไม่ใช่เพียงผิวเผินอาจต้องเลิกของเก่าอย่างสิ้นเชิงก็ได้

 3. อย่างอวดได้ (Dramatic) เป็นการเน้นว่าต้องไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างเล็กน้อยแต่เป็นการก้าวกระโดดต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน

 4. กระบวนการ (Process) หมายความว่า เน้นที่กระบวนการไม่ใช่การกระทำแต่ละส่วนหรือเป็นการมองผลที่เปลี่ยนแปลงไป การรื้อปรับระบบจึงมุ่งปรับกระบวนการ

ประกอบด้วยขั้นตอน  4 ขั้นตอนดังนี้

                1. ขั้นระดมพลังโดยต้องดำเนินการดังนี้

                     1.1  สร้างรูปแบบของกระบวนการทางธุรกิจหรือกระบวนการทางการศึกษา

                     1.2  ตั้งผู้รับผิดชอบ เจ้าของคณะทำงานรื้อระบบ

                     1.3  กำหนดยุทธศาสตร์

                     1.4  กำหนดความสำเร็จของกระบวนการ

                2.  ขั้นการวิเคราะห์ โดยดำเนินการดังนี้

                     2.1  กำหนดขอบเขตและทิศทาง

                     2.2  ศึกษาความต้องการของลูกค้า

                     2.3  ศึกษากระบวนการปัจจุบัน

                     2.4  หาจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน

                     2.5  กำหนดเป้าหมายของระบบใหม่

                3.   ขั้นการออกแบบใหม่ โดยดำเนินการดังนี้

                     3.1  กำหนด Concept ของกระบวนการ

                     3.2  ออกแบบใหม่ทั้งหมด

                     3.3   พัฒนารายละเอียดของระบบใหม่

                     3.4   สร้างแบบเพื่อทดสอบ

                     3.5  ทดสอบและดูผลการทดลอง

                4.   ขั้นนำไปใช้ โดยดำเนินการดังนี้

                     4.1  ทดลองนำไปใช้โดยนำร่อง

                     4.2  เรียนรู้จากผลของโครงการนำร่อง

                     4.3  ปรับระบบ

                     4.4  พัฒนาระบบสนับสนุนพื้นฐาน

                     4.5  นำระบบใหม่ใช้ทั้งหมด

 

 

7. เป้าหมายของการรื้อปรับระบบคืออะไร ? ท่านคิดว่าข้อใดสำคัญที่สุด ? เพราะเหตุใด?

                เป้าหมายของการรื้อปรับระบบคือ    การรื้อระบบเดิมลงแล้วปรับสร้างระบบใหม่นั้น โดยมีเป้าหมายของการรื้อปรับระบบ ดังนี้

                1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ   เป็นการลดขั้นตอนลง โดยเฉพาะขั้นตอนที่ไม่จำเป็น จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ขั้นตอนของระบบงานแล้วจัดขั้นตอนใหม่ โดยกำหนดหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนพร้อมกับมอบอำนาจให้รับผิดชอบในงานตามหน้าที่นั้น

                เมื่อทำการรื้อปรับระบบแล้วงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถลดความซ้ำซ้อนที่สิ้นเปลืองและสามารถประสานงานส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ดีขึ้น

                2. เพิ่มคุณภาพ การรื้อปรับระบบอาจมุ่งสร้างระบบใหม่ที่มีผลให้คุณภาพดีขึ้น คือ

                  2.1  คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น สำหรับสถาบันอุดมศึกษาผลผลิต คือ ความรู้กับคน ความรู้นั้นอาจไปใช้บริการต่าง ๆ ผลผลิตในรูปกิจการจึงควรมีคุณภาพดีขึ้นด้วย

                   2.2  คุณภาพของกระบวนการของการผลิตในโลกปัจจุบันนี้     การวัดคุณภาพของผลผลิตจะยังไม่เพียงพอ เพราะมีคุณภาพอีกมากที่ไม่สามารถตรวจสอบวัดได้จากผลผลิตต้องย้อนไปดูที่กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการว่าเป็นไป โดยมีคุณภาพหรือไม่มีระบบการรักษาคุณภาพหรือไม่

                    2.3  คุณภาพของการบริหาร     มีบทบาทในการกำกับดูแลและส่งเสริมให้กระบวนการต่าง ๆ ในองค์กรเป็นไปได้ด้วยดี คุณภาพของผู้บริหารและของการบริหารจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพขององค์การ การวางแผนที่ดี คิดให้รอบคอบก่อนจึงลงมือกระทำ

                โดยสรุปจะเห็นได้ว่า การรื้อปรับระบบเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการทำงานเปลี่ยนแปลงที่น่าจำนำมาใช้ในการจัดการการศึกษาได้ โดยมุ่งให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพหัวใจของการรื้อปรับระบบอยู่ที่คนซึ่งต้องปรับแก้ความคิดหรือการกระทำที่มีอยู่เดิม สร้างและเสริมความตั้งใจที่จะรับผิดชอบในงานของตนและในองค์กรพร้อมที่จะร่วมมือประสานงานกับผู้อื่น เพื่อปรับขั้นตอนของงานให้สามารถบรรลุเป้าหมายของสถาบันได้ดียิ่งขึ้น 

                เป้าหมายของการรื้อระบบข้อที่สำคัญที่สุด คือ   การเพิ่มคุณภาพ  เพราะคุณภาพของงานต่างๆ สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้

 

 8. สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรบ้าง? และท่านคิดว่าอะไรคืออุปสรรคของการปฏิบัติ?

                สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้ดังนี้

1.       ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

2.       กำหนดวิสัยทัศน์

3.       กำหนด พันธกิจ เป้าหมาย

4.       กำหนดยุทธศาสตร์

5.       จัดทำแผน และนำแผนไปปฏิบัติ

สำหรับอุปสรรคในการรื้อระบบคือ  คน ที่ยังไม่มีเจตคติที่ดี ทั้งยังกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ต้องตามมาหลังจากการรื้อระบบแล้ว

 

9.การเปลี่ยนแปลง(change)คืออะไร ? การเปลี่ยนแปลงที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร ? จงอธิบาย.

                การเปลี่ยนแปลง(change) คือการเปลี่ยนลักษณะกระบวนการ  วิธีการ รูปแบบ  แนวทาง ที่ไม่เหมือนเดิม โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แต่สิ่งที่ทุกคนต้องพิจารณาได้แก่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดผลดีหรือไม่ดี  เปลี่ยนได้ด้วยตัวเองอย่างมีทางเลือก หรือถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนโดยไม่มีทางเลือก   และถ้าเลือกได้ ทุกคนต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

                 เพื่อให้เปลี่ยนไปในทางที่ดี และสามารถควบคุมได้ จึงได้มีการวางแผนเพื่อ เปลี่ยนแปลง   ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีแผน  (planned change) ในรูปของการพัฒนา  (development) หรือ การปฏิรูป(reformation) การปรับรื้อระบบ(reengineering) หรือ การปฏิรังสรรค์(reinventing) ซึ่งจะมีความเร็ว ความหนักเบาของการเปลี่ยนแปลง แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของหน่วยงานว่ามีมากหรือน้อย  และมีศักยภาพในการดำเนินการมากน้อยเพียงไร

                 องค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยรูปแบบใด     ต้องอาศัยข้อมูลจากการวิจัยประเมินผล และข้อมูลอื่นๆในรอบของการบริหารจัดการที่ผ่านมา และมีการตัดสินใจว่าจะเลือกการเปลี่ยนแปลงอย่างมีแผน แบบใดแบบหนึ่ง หรือหลายแบบ

ในสองตอนที่ผ่านมา ได้กล่าวถึงการพัฒนาองค์การ และการปรับรื้อระบบ มาแล้ว โดยละเว้นการกล่าวถึงเรื่องของการปฏิรูปที่ใช้เป็นคำกลางเพื่อแสดงความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางที่มักต้องใช้แนวคิดของการปรับรื้อระบบ หรือการปฏิรังสรรค์อยู่ด้วยเสมอ  ทั้งนี้ เพื่อทำให้การปฏิรูปมีกรอบความคิดที่ชัดเจน และมีการดำเนินการอย่างมีระบบ

 

10. การปฏิรังสรรค์คืออะไร ?มีความสำคัญอย่างไรการจัดการคุณภาพทั้งระบบ?จงอธิบาย

การปฏิรังสรรค์ (Reinventing) คือ การซ่อมแซมระบบให้สามารถกลับคืนสู่สภาพที่ดำเนินการได้ตามปกติ เปรียบได้กับการยกเครื่องระบบใหม่ เช่น การพัฒนาตลาดน้ำให้มีสภาพที่ดี โดยการปรับปรุงสภาพ ทั้งความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กล่าวสรุปว่า การปฏิรังสรรค์       เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรจากการบริหารจัดการ

แบบเดิมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิด และกระบวนการทำงานทั้งหมด  สู่การบริหารจัดการแบบใหม่ ซึ่งหากให้ความคิดของการจัดการคุณภาพทั้งระบบ   จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เน้นที่    ลูกค้าหรือผู้รับบริการ   ปรับวัฒนธรรมในการทำงานใหม่ และปรับระบบสถิติข้อมูลข่าวสารในมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

 

 

 

 

การจัดการคุณภาพทั้งระบบคือ

        การจัดการคุณภาพทั้งระบบ(TQM: total quality management)  คือ การปฎิรังสรรค์บริหารและจัดการ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งปรัชญา  ความเชื่อ  และ วิธีการทำงาน      กระบวนการ     สถิติข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในองค์การ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคน  ที่ต้องมีการควบคุมและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เช่น  

                ในปี 1980  ธุรกิจในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากพบกับภาวะถดถอย   จึงได้มีการนำแนวคิดการจัดการคุณภาพ   ทำให้กิจการดีขึ้น แข่งขันได้มากขึ้น     

              ในปี ค.ศ. 1991 สหรัฐอเมริกา  ได้มีการนำเอาการ จัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้กับรัฐบาล ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมาก 

ในบริษัท/สถานประกอบการที่มีขนาดใหญ่ ได้มีการนำหลักการจัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิต โดยปรับปรุง กระบวนการ วิธีการทำงาน โดยมีการจัดทำคู่มือคุณภาพในการปฎิบัติงาน มีการตรวจสอบข้อมูล และประชุมปรับปรุงวิธีการทำงานตลอดเวลา เช่น บริษัท  ฮอนด้า ( ประเทศไทย ) บริษัท ซันโย ฯ เป็นต้น

 

 

11.จงวิจารณ์การปฏิรังสรรค์การศึกษาของสหรัฐอเมริกา  สหราชอานาจักร และมาเลเซีย ในประเด็นต่อไปนี้

ก.       ความจำเป็น 

ข.      ความเหมาะสม

ค.      ข้อดี ข้อเสีย

ง.       ผลลัพธ์

                การปฏิรังสรรค์การศึกษาของ  ประเทศสหรัฐอเมริกา   ประเทศสหราชอาณาจักร    และประเทศมาเลเซีย   โดยทั้ง 3 ประเทศ ดังกล่าวมีข้อสรุปดังนี้

                ก. ความจำเป็น ของทุกประเทศในเรื่องการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการพัฒนาประเทศ  โดยประเทศที่จะเจริญได้เร็วและมีประสิทธิภาพ  รัฐฯต้องทำการพัฒนาคนเป็นลำดับแรก และในการพัฒนาคนต้องเริ่มที่การให้การศึกษา ซึ่งรัฐมีความจำกัดในเรื่องของ  งบประมาณ     วิธีการดำเนินงาน   รัฐบาลจึงได้เกิดความร่วมมือในการนำภาคเอกชนมาร่วมปฎิรังสรรค์     จัดการควยคุมคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ดังจะเห็นจาก           ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร  ร่วมมือ กับ บริษัท ไอ  บี เอ็ม จำกัด   ในการจัดการศึกษาทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น    ประเทศมาเลเซีย มีความเชื่อพื้นฐานว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันทำให้ประเทศซึ่งอยู่ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมธรรมดา ให้เปลี่ยนเป็น เศรษฐกิจฐานความรู้(knowledge-based economy)โดยการนำภาคเอกชน  ที่เป็นอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทร่วมกับรัฐในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนธรรมดา  มาเป็นโรงเรียนที่ปราชญ์เปรื่อง(smart school)สามารถจัดการศึกษาได้อย่างไม่มีขอบเขตของความรู้    เวลา    และบุคคล

                2. การร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดการศึกษา มีความเหมาะสมมากเนื่องจากเป็นไปตามหลักการจัดการศึกษาคือให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม ดังนั้นการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการศึกษาต้องดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่ายในรูปแบบของการลงนามความร่วมมือ

                3. ข้อดี  ข้อเสีย  จากการ่วมมือการจัดการศึกษามีข้อดีคือนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น          แต่ข้อเสีย บุคลากรในองค์กรเดิมอาจจะปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

4. ผลลัพธ์    – ทำให้ครู นักเรียน หรือแม้ประชาชนและผู้ปกครองได้มีการร่วมกันแก้ปัญหา

ระหว่างสถานศึกษาได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน  ผลที่ได้ พบว่าสัมฤทธิผลทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ชัดเจน                       

– ผลที่ได้มีความชัดเจนที่ตัวนักเรียนที่สามารถเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ได้มาก      ทั้ง

ในด้านการจูงใจ   ความเชื่อมั่น   ความใส่ใจ   ทักษะ       และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด

                              ผลที่ได้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักเรียน แม้จะอยู่ในระดับมัธยมศึกษา    แต่สามารถใช้สื่อ  และวิธีการทำงานระดับระหว่างประเทศ    หรือระดับโลกได้ ถือเป็นการเพิ่มคุณค่า

 

12.    ตามความเห็นของท่าน ขณะนี้ถึงเวลาหรือยังที่  จะต้องมีการปฏิรังสรรค์การศึกษาใน สถาบัน ของตนเอง  จงอธิบาย.

ตามความเห็นของข้าพเจ้าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่  จะต้องมีการปฏิรังสรรค์การศึกษาใน สถาบัน ของข้าพเจ้าเนื่องจากได้มีพรบ.การศึกษา ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษา และได้ให้มีการประกันคุณภาพการศึกษา ดังนั้น ถ้าสถานศึกษาใดไม่มีการปฎิรังสรรค์ จะทำให้ขาดคุณภาพทั้งระบบ

         

==============================================================

               

 

 

 

 

 

 

 

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: