Posted by: songchaile | พฤษภาคม 28, 2008

โครงสร้างการจัดการศึกษาของไทย

คำถามท้ายบทที่3

โครงสร้างการจัดการศึกษาของไทย

 

1. การจัดโครงสร้างสถานศึกษาของท่าน สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดโครงสร้างองค์การในข้อใดบ้าง

                1.1. มีการแบ่งงานกันทำโดยแยกออกเป็นแต่ละงาน

                1.2. เพื่อมอบหมายงาน และความรับผิดชอบของแต่ละคน ตามความรู้และความถนัดของแต่ละคน

                1.3. เพื่อประสานงานต่างๆให้ดำเนินอย่างสอดคล้องกัน

                1.4. จัดงานออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่ม  (4 กลุ่มงาน) ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.5. มีการความสัมพันกันระหว่างบุคล กลุ่มคน หน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.6. มีการกำหนดการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการตลอดทั้งองค์กร

1.7. เพื่อจัดการสรรการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

2. การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวคิดการบริหารแบบดั้งเดิม กับการบริหารในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างไร

แนวคิดการบริหารแบบดั้งเดิม

                1.1.บริหารแบบดั้งเดิมอำนาจการบังคับบัญชาลดหลั่นกันมาอย่างชัดเจน

                1.2.มีความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา

                1.3.อำนาจการบังคับบัญชา ต้องเท่าเทียมกับความรับผิดชอบ

                1.4.ผู้บริหารสามารถมอบหมายงานให้กับระดับรองลงไปได้ แต่ความรับผิดชอบยังคงอยู่

แนวคิดการบริหารแบบใหม่

                2.1.สายบังคับบัญชาสั้นลง  การทำงานรวดเร็วขึ้น

                2.2.ขนาดการควบคุมกว้างขึ้น

                2.3.ความเป็นเอกภาพในการบังคับบัญชาน้อยลง

               2.4.การมอบหมายงาน และการให้คนมีอำนาจมากขึ้น  มีการกระจายงานมากขึ้น

 

3.การจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการกับโครงสร้างของเขตพื้นที่การศึกษาแตกต่างกันอย่างไร

โครงสร้างของ ศธ. เมื่อครั้งมีการปฏิรูปการศึกษาว่า เป็นไปในลักษณะที่ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จึงคิดว่า วิธีที่มีองค์คณะบุคคล และให้มีลักษณะในเชิงที่มี Representative อาจทำให้การมีส่วนร่วมกว้างขวางขึ้น และทำให้การศึกษาตอบสนองต่อความต้องการต่างๆ ได้ดีขึ้น

ดังนั้น จึงได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการตั้งแต่ระดับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา จนถึงหน่วยบริหาร คือ องค์กรหลักที่มีสถานศึกษา หน่วยงานที่มีคณะกรรมการในระดับนี้ ได้แก่ สพฐ. สอศ. และ สกอ. นอกจากนี้ยังได้จัดรูปแบบ โครงสร้างขององค์คณะบุคคลที่ใช้กับ สกศ.ซึ่งเป็นสภากลางที่กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาทุกระดับทุกประเภท

                ส่วนโครงสร้างของเขตพื้นที่การศึกษา ได้ยึดพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  โดยจัดการศึกษาต่ำกว่าปริญญา โดยถือว่ายังเป็นส่วนราชการที่สังกัดราชการบริหารส่วนกลาง คือกระทรวงหรือ กรม กำหนด กรอบการบริหารจัดการ โดยยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึง   ปริมาณสถานศึกษา   จำนวนประชากร   สภาพภูมิศาสตร์    การคมนาคม       วัฒนธรรม   และ ความเหมาะสมด้านอื่น ๆ

       

4.จงวิเคราะห์ และเปรียบเทียบการจัดโครงสร้างของโรงเรียนก่อนที่จะเป็นนิติบุคล กับเมื่อเป็นนิติบุคลแล้วความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

โครงสร้างของโรงเรียนก่อนที่จะเป็นนิติบุคล กับเมื่อเป็นนิติบุคลแล้วความแตกต่างกันกันคือ

โรงเรียนที่ยังไม่เป็นนิติบุคคลสถานศึกษาไม่ใช่คน เป็นส่วนหนึ่งของคน เป็นส่วนหนึ่งของกรม ต้องทำตามระเบียบที่กำหนดให้  มีการแบ่งงานเป็น 6 งาน

1.งานบุคลากร

2.งานวิชาการ

3.งานกิจการนักเรียน

4.งานธุรการ  การเงินและพัสดุ

5.งานอาคารสถานที่

6.งานความสัมพันธ์กับชุมชน

โรงเรียนนิติบุคคลมีขอบข่ายและภารกิจ 4 ด้าน ดังนี้
                1. การบริหารวิชาการ
                2. การบริหารงบประมาณ
                3. การบริหารงานบุคคล
                4. การบริหารทั่วไป

                    การบริหารวิชาการ  ได้แก่  การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน  การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา  การพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา  การพัฒนาแหล่งเรียนรู้  การนิเทศการศึกษา  การแนะแนว  การศึกษา  การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา  การส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่ชุมชน  การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น  การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล  ครอบครัว  องค์กร  หน่วยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา 
                การบริหารงบประมาณ  ได้แก่  การจัดทำและเสนอของบประมาณ  การจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบ  ติดตามประเมินผลและรายงานผลการใช้เงินและผลการดำเนินงาน  การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา  การบริหารการเงิน  การบริหารบัญชี  การบริหารพัสดุและสินทรัพย์
                การบริหารทั่วไป  ได้แก่  การดำเนินงานเลขานุการ  งานเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  งานพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ  การประสานและพัฒนาเครือข่ายการศึกษา  การจัดระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร  งานเทคโนโลยีสารสนเทศ  การส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ  งบประมาณ  บุคลากรและบริหารทั่วไป  การดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม  การจัดทำสำมะโนผู้เรียน  การรับนักเรียน  การส่งเสริมและประสานงานการศึกษาให้นอกระบบและตามอัธยาศัย  การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา  งานส่งเสริมงานกิจการนักเรียน  การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา  งานส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานการศึกษาของบุคลกร  ชุมชน  องค์กร  หน่วยงานและสถาบัน  สังคมอื่นที่จัดการศึกษา  งานประสานราชการกับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานอื่นการจัดระบบควบคุมในหน่วยงาน งานบริการสาธารณะ  

จะเห็นได้ว่า  ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษามีฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลแต่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษากว้างขวาง  เช่นเดียวกับหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทบวงกรม  จึงเป็นผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาไม่อาจบริหารสถานศึกษาให้มีความอิสระคล่องตัวและมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง  เพราะอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายเรื่อง ยังเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการในระดับกระทรวงทบวงกรมอยู่  ดังนั้นหากจะให้สถานศึกษาบริหารจัดการได้เองอย่างอิสระคล่องตัวเรื่องใดก็ต้องมีการมอบอำนาจในเรื่องนั้นๆ  ให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา

 

5.เพราะเหตุใดการจัดโครงสร้างของโรงเรียนเอกชนจึงต้องมีรูปแบบเฉพาะของแต่ละแห่ง

กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดหลักการบริหารและการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการบริหาร เพื่อทำหน้าที่บริหารและจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชนให้มีความเป็นอิสระโดยมีการกำกับติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ นอกจากนี้ เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยรัฐพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน และสิทธิประโยชน์อย่างอื่นรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการ ให้แก่สถานศึกษาของเอกชน  และสถานศึกษาของเอกชนมีความแตกต่างกันทั้งปริมาณงาน และขอบเขตของงานที่รับผิดชอบ

 

6.การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดโครงสร้างโครงสร้างของโรงเรียนที่เป็นนิติบุคล เป็น 4 ฝ่าย ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือไม่เพราะเหตุใด

         การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดโครงสร้างโครงสร้างของโรงเรียนที่เป็นนิติบุคล เป็น 4 ฝ่ายข้าพเจ้าคิดว่าเหมาะสมแล้วเพราะ

                1. โครงสร้างมีการแบ่งงานกันทำโดยแยกออกเป็นแต่ละงาน

                1.2. โครงสร้างมีการมอบหมายงาน และความรับผิดชอบของแต่ละคน ตามความรู้และความถนัดของแต่ละคน

                1.3. โครงสร้างมีการประสานงานต่างๆให้ดำเนินอย่างสอดคล้องกัน

                1.4. โครงสร้างมีการจัดงานออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่ม  (4 กลุ่มงาน) ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.5. โครงสร้างมีการสร้างความสัมพันกันระหว่างบุคล กลุ่มคน หน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.6. โครงสร้างมีการกำหนดการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการตลอดทั้งองค์กร

1.7. โครงสร้าง มีการจัดสรรการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

                นอกจากนั้นกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ โรงเรียนเพิ่มโครงสร้างเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม โดยให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด

 

*******************************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: