Posted by: songchaile | มิถุนายน 7, 2008

คำถามท้ายบทที่ 10

คำถามท้ายบทที่ 10

การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษา

Posted by: songchaile | มิถุนายน 7, 2008

การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษา

คำถามท้ายบทที่ 10

การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษา

=====================================================

 

1.  อธิบายแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาองค์การ.

แนวคิดการพัฒนาองค์การ เป็นความพยายามอย่างมีแผนและต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์การ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การ ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง และต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ประกอบกระบวนการวิจัยเชิงแก้ปัญหาเป็นแม่แบบ

 วัตถุประสงค์ในการพัฒนาองค์การ

การพัฒนาองค์การของหน่วยงานแต่ละหน่วยงานนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งลักษณะปัญหาตลอดจนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตามเป้าหมายขององค์การไม่เหมือนกันกับประสบการณ์และทักษะของผู้บริหาร  การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาองค์การนั้นมุ่งเน้นในหัวข้อต่อไปนี้

1)การสร้างระบบหรือปรับระบบในสายการทำงานให้ยืดหยุ่นได้ตามลักษณะงาน

2) การแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะการทำงานทุกอย่างย่อมมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นเสมอ ฉะนั้นการแก้ปัญหาในหน่วยงานนั้นทางที่ดีที่สุดคือการให้สมาชิกในหน่วยงานร่วมกันหาแนวทางด้วยวิธีการสร้างบรรยากาศที่เปิดเผยทั่วทั้งองค์การ

3) ขจัดความขัดแย้งหรือการแข่งขันให้อยู่ในขอบเขตของแต่ละคน

4) ระบบการให้รางวัลหรือความดีความชอบ เน้นความก้าวหน้าของบุคลากรและประสิทธิภาพของงานเป็นหลัก

5) มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นและรู้สึกว่าเป็นเจ้าขององค์การร่วมกัน  องค์การมิใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคน

6) ความสอดคล้องในการบริหารคนกับบริหารเป้าหมายขององค์การเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

7) สมาชิกพร้อมที่จะเผชิญปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยทีมงาน และการแก้ปัญหา  เพื่อกลุ่มมากกว่าพยายามบ่ายเบี่ยงหรือไม่ยอมรับว่ามีปัญหาในองค์การ

8) การตอบปัญหา เน้นการตอบปัญหาแบบเสริมสร้างมากกว่าขัดแย้ง

9) เพื่อพัฒนาบุคคลและพฤติกรรมของกลุ่มงาน ได้แก่ การติดต่อสื่อสารและการประสานงาน  มีการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับหน่วยงานในองค์การ ฯลฯ

10) เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยมีการวางแผนและปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด

 

2.  การพัฒนาองค์การมีประโยชน์อย่างไร ? สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้อย่างไร?

ประโยชน์ของการพัฒนาองค์การสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้ดังนี้

                1.  ใช้พัฒนาเพื่อให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิผลของสถานศึกษา เช่น การเพิ่มผลผลิต การส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงาน การกำหนดจุดมุ่งหมาย การวางแผน การจัดองค์การ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ การใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและการปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ เป็นต้น

                2.   ใช้พัฒนาเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการดีขึ้นทุกระดับ

                3.   ใช้เป็นแนวทางในการเดินไปสู่ความสำเร็จของสถานศึกษามากขึ้น

                4.   ใช้ปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการปฏิบัติงานระหว่างแผนกวิชาช่างต่างๆ

                5.   เพื่อให้พนักงานเข้าใจการปฏิบัติงานตลอดจนจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การมากขึ้น

                6.   ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการติดต่อสื่อสาร การแก้ปัญหาและทักษะการบริหารความขัดแย้งทำให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานสูงขึ้น ลดความสูญเสียเวลาและการเผชิญหน้ากันแบบชนะ แพ้ ซึ่งจะเกิดผลเสียหายต่อองค์การ

                7.   พัฒนาบรรยากาศในการทำงานที่ส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์และความเปิดเผยจริงใจต่อกัน เป็นการส่งเสริมบุคลากรให้ก้าวหน้า มีความรับผิดชอบและแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์

                8.   ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มีความเจริญเติบโตและเป็นคู่แข่งขันในตลาดการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                9.   สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงานและรักษาบุคลากรที่ขยันขันแข็งมีความรู้ความสามารถไว้ในองค์การ

 

3. วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสามารถทำได้อย่างไรบ้าง?

                วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสามารถทำได้ดังนี้

                1. ทำการการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลง เป็นลำดับแรก  การวิเคราะห์วินิจฉัยที่ดีจะช่วยสามารถละลายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและสมควรจะต้องพัฒนาเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในอนาคตนอกจากนั้นยังช่วยให้สามารถสอดแทรกกิจกรรมการพัฒนาองค์การตลอดจนการเสริมแรงได้อย่างถูกต้องอีกส่วนหนึ่งด้วย

                2. กำหนดวงจรการวิเคราะห์วินิจฉัย การสอดแทรก การเสริมสร้างซึ่งอธิบาย ดังนี้

                1.   การวิเคราะห์วินิจฉัย (Diagnosis) เป็นขั้นตอนที่ฝ่ายบริหารยอมรับว่ามีช่องว่างเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน จึงต้องจ้างที่ปรึกษาเข้ามาดำเนินการสัมภาษณ์บุคลากรหลักขององค์การวางแผนการปฏิบัติการ กล่าวคือ มีการดำเนินการเก็บรวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ปัญหาได้อย่างดี

                2.   การสอดแทรก (Intervention) เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความสามารถของสมาชิกในด้านวิธีเคราะห์ข้อมูล การกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน

                3.   การเสริมแรง (Reinforcement) ในขั้นตอนนี้ที่ปรึกษาจะประชุมกับกลุ่มที่กำลังปฏิบัติการพัฒนางานเป็นระยะๆ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุปสรรคปัญหาในการพัฒนางาน

                 โดยวิธีการปรับปรุงและการพัฒนาองค์การมีรูปแบบดังนี้

                1.   ปรับเปลี่ยนที่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามปัจจัยต่างๆ ที่กำกับอยู่ตามธรรมชาติ

                2.   ปรับเปลี่ยนที่เป็นแบบถอนรากถอนโคน โดยปรับความมุ่งหมายหรือปรัชญาขององค์การ เช่น การปรับเปลี่ยนจากกระบวนการเมืองหนึ่งไปสู่อีกระบบการเมืองหนึ่ง

                3.   ปรับเปลี่ยนตามรูปร่างหรือโครงสร้าง  โดยที่ข้อจำกัด ในบางกรณีโครงสร้างดี เป็นฐานของความสามารถ การปรับเปลี่ยนในส่วนของการดำเนินงานตามหน้าที่ก็กระทำได้โดยไม่ต้อง

เปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานโดยโครงสร้างยังคงเดิม

                4.    ปรับเปลี่ยนในรูปของการแก้ไขซ่อมแซมเมื่อเกิดการชำรุดเสียหายขึ้น

                5.    ปรับเปลี่ยนบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่มีเหตุผลเป็นการปรับเปลี่ยนเพียงพอเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง

                6.   ปรับรื้อระบบ ในส่วนที่พิจารณาเห็นว่าไม่ดีไม่เหมาะสมลงแล้วจัดการสร้างระบบขึ้นใหม่ดี

                 

4.  ท่านคิดว่าสถานศึกษาของท่าน มีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในเรื่องใดบ้าง? เพราะเหตุใด?

        การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาของของโรงเรียนวัดโคกสังข์ คือ

1.พัฒนาด้านกระบวนการเรียนการสอน  ให้นักเรียนได้ปฏิบัติมากขึ้น

2.พัฒนาด้านการบริหารจัดการ และการวางตัวบุคล เนื่องจากบุคลลมีความแตกต่างกัน

3.ปรับปรุงการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เนื่องจากการพัฒนาต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา 

4.ปรับปรุงเรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เนื่องจากไม่สามารถตอบสนองการเรียนรู้ในปัจจุบันได้

5.ปรับปรุงด้านการการประกันคุณภาพการศึกษา  เนื่องจาก ระบบประกันคุณภาพการศึกษาได้ จะเกี่ยวข้องกับปฏิรูปการศึกษา  

 

5. จงอธิบายความหมายของการรื้อปรับระบบ พร้อมยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา.

                ลักษณะการรื้อปรับระบบมีรูปแบบดังนี้

1. เป็นการเริ่มต้นกันใหม่โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน  แต่เป็นการละทิ้งกระบวนการที่ทำมายาวนานแล้วหากระบวนการใหม่ที่ทันสมัยตามสภาพงานในขณะนั้นต้องการ เพื่อที่จะสร้างสินค้าหรือบริการที่ให้คุณค่าแก่ผู้บริโภค

                2.   เป็นการถอนรากถอนโคน (Radical redesign) เพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงที่ยิ่งใหญ่อย่างเห็นเด่นชัด (Dramatic) โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้สำหรับวัดผลการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ด้านต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว  

                3.   เป็นรูปแบบการนำกระบวนการการบริหารจัดการใหม่มาแทนกระบวนการที่ใช้อยู่เดิมอย่างถอนรากถอนโคน  หรือเป็นการคิดค้นหากระบวนการดำเนินกิจการขึ้นมาใหม่ เพื่อฉกฉวยข้อได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

                โดยมีความหมายของการรื้อระบบ ดังนี้

                1.   เป็นหลักฐานการขั้นพื้นฐาน : ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมดและต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปติดยึดกับของเดิม

                2.   การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน : ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ ออกแบบใหม่ทั้งหมดแล้วลอง ทำตามแบบใหม่

                3.   การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ : ปรับเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

                4.   เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เน้นกระบวนการ : ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่างๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ทำโดยคนคนเดียวแต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน

                 ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเช่น

1.       การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาหลักสูตร

2.       การจัดการโครงสร้างการบริหารขององค์การใหม่

3.       การนำเอาระบบสารสนเทศมาใช้ในการเก็บเอกสารข้อมูล

4.       การให้ครูทุกคนทำแผนการเรียนรู้ด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น

 

 

6. กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของแฮมเมอร์( Hammer )ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง?     จงอธิบายแต่ละขั้นตอนโดยย่อ.

  กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของ Hammer เป็นการรื้อระบบในรูปแบบของการคิดใหม่ทำใหม่ในระดับพื้นฐานและการวางรูปแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน โดยที่     

                1. ขั้นพื้นฐาน (Fundamental) หมายความว่า ต้องเป็นคำถามในระดับพื้นฐานเกี่ยวกับว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น ที่แล้วมาทำอย่างนั้นด้วยเหตุผลอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าวิธีการที่ใช้อยู่อาจไม่สมเหตุสมผลและใช้การไม่ได้แล้ว

2. แบบถอนรากถอนโคน (Radical) หมายความว่า ต้องพิจารณาให้ถึงแก่นของกระบวนการและแก้ไขอย่างขนานใหญ่ ไม่ใช่เพียงผิวเผินอาจต้องเลิกของเก่าอย่างสิ้นเชิงก็ได้

 3. อย่างอวดได้ (Dramatic) เป็นการเน้นว่าต้องไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างเล็กน้อยแต่เป็นการก้าวกระโดดต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน

 4. กระบวนการ (Process) หมายความว่า เน้นที่กระบวนการไม่ใช่การกระทำแต่ละส่วนหรือเป็นการมองผลที่เปลี่ยนแปลงไป การรื้อปรับระบบจึงมุ่งปรับกระบวนการ

ประกอบด้วยขั้นตอน  4 ขั้นตอนดังนี้

                1. ขั้นระดมพลังโดยต้องดำเนินการดังนี้

                     1.1  สร้างรูปแบบของกระบวนการทางธุรกิจหรือกระบวนการทางการศึกษา

                     1.2  ตั้งผู้รับผิดชอบ เจ้าของคณะทำงานรื้อระบบ

                     1.3  กำหนดยุทธศาสตร์

                     1.4  กำหนดความสำเร็จของกระบวนการ

                2.  ขั้นการวิเคราะห์ โดยดำเนินการดังนี้

                     2.1  กำหนดขอบเขตและทิศทาง

                     2.2  ศึกษาความต้องการของลูกค้า

                     2.3  ศึกษากระบวนการปัจจุบัน

                     2.4  หาจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน

                     2.5  กำหนดเป้าหมายของระบบใหม่

                3.   ขั้นการออกแบบใหม่ โดยดำเนินการดังนี้

                     3.1  กำหนด Concept ของกระบวนการ

                     3.2  ออกแบบใหม่ทั้งหมด

                     3.3   พัฒนารายละเอียดของระบบใหม่

                     3.4   สร้างแบบเพื่อทดสอบ

                     3.5  ทดสอบและดูผลการทดลอง

                4.   ขั้นนำไปใช้ โดยดำเนินการดังนี้

                     4.1  ทดลองนำไปใช้โดยนำร่อง

                     4.2  เรียนรู้จากผลของโครงการนำร่อง

                     4.3  ปรับระบบ

                     4.4  พัฒนาระบบสนับสนุนพื้นฐาน

                     4.5  นำระบบใหม่ใช้ทั้งหมด

 

 

7. เป้าหมายของการรื้อปรับระบบคืออะไร ? ท่านคิดว่าข้อใดสำคัญที่สุด ? เพราะเหตุใด?

                เป้าหมายของการรื้อปรับระบบคือ    การรื้อระบบเดิมลงแล้วปรับสร้างระบบใหม่นั้น โดยมีเป้าหมายของการรื้อปรับระบบ ดังนี้

                1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ   เป็นการลดขั้นตอนลง โดยเฉพาะขั้นตอนที่ไม่จำเป็น จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ขั้นตอนของระบบงานแล้วจัดขั้นตอนใหม่ โดยกำหนดหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนพร้อมกับมอบอำนาจให้รับผิดชอบในงานตามหน้าที่นั้น

                เมื่อทำการรื้อปรับระบบแล้วงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถลดความซ้ำซ้อนที่สิ้นเปลืองและสามารถประสานงานส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ดีขึ้น

                2. เพิ่มคุณภาพ การรื้อปรับระบบอาจมุ่งสร้างระบบใหม่ที่มีผลให้คุณภาพดีขึ้น คือ

                  2.1  คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น สำหรับสถาบันอุดมศึกษาผลผลิต คือ ความรู้กับคน ความรู้นั้นอาจไปใช้บริการต่าง ๆ ผลผลิตในรูปกิจการจึงควรมีคุณภาพดีขึ้นด้วย

                   2.2  คุณภาพของกระบวนการของการผลิตในโลกปัจจุบันนี้     การวัดคุณภาพของผลผลิตจะยังไม่เพียงพอ เพราะมีคุณภาพอีกมากที่ไม่สามารถตรวจสอบวัดได้จากผลผลิตต้องย้อนไปดูที่กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการว่าเป็นไป โดยมีคุณภาพหรือไม่มีระบบการรักษาคุณภาพหรือไม่

                    2.3  คุณภาพของการบริหาร     มีบทบาทในการกำกับดูแลและส่งเสริมให้กระบวนการต่าง ๆ ในองค์กรเป็นไปได้ด้วยดี คุณภาพของผู้บริหารและของการบริหารจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพขององค์การ การวางแผนที่ดี คิดให้รอบคอบก่อนจึงลงมือกระทำ

                โดยสรุปจะเห็นได้ว่า การรื้อปรับระบบเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการทำงานเปลี่ยนแปลงที่น่าจำนำมาใช้ในการจัดการการศึกษาได้ โดยมุ่งให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพหัวใจของการรื้อปรับระบบอยู่ที่คนซึ่งต้องปรับแก้ความคิดหรือการกระทำที่มีอยู่เดิม สร้างและเสริมความตั้งใจที่จะรับผิดชอบในงานของตนและในองค์กรพร้อมที่จะร่วมมือประสานงานกับผู้อื่น เพื่อปรับขั้นตอนของงานให้สามารถบรรลุเป้าหมายของสถาบันได้ดียิ่งขึ้น 

                เป้าหมายของการรื้อระบบข้อที่สำคัญที่สุด คือ   การเพิ่มคุณภาพ  เพราะคุณภาพของงานต่างๆ สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้

 

 8. สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรบ้าง? และท่านคิดว่าอะไรคืออุปสรรคของการปฏิบัติ?

                สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้ดังนี้

1.       ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

2.       กำหนดวิสัยทัศน์

3.       กำหนด พันธกิจ เป้าหมาย

4.       กำหนดยุทธศาสตร์

5.       จัดทำแผน และนำแผนไปปฏิบัติ

สำหรับอุปสรรคในการรื้อระบบคือ  คน ที่ยังไม่มีเจตคติที่ดี ทั้งยังกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ต้องตามมาหลังจากการรื้อระบบแล้ว

 

9.การเปลี่ยนแปลง(change)คืออะไร ? การเปลี่ยนแปลงที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร ? จงอธิบาย.

                การเปลี่ยนแปลง(change) คือการเปลี่ยนลักษณะกระบวนการ  วิธีการ รูปแบบ  แนวทาง ที่ไม่เหมือนเดิม โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แต่สิ่งที่ทุกคนต้องพิจารณาได้แก่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดผลดีหรือไม่ดี  เปลี่ยนได้ด้วยตัวเองอย่างมีทางเลือก หรือถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนโดยไม่มีทางเลือก   และถ้าเลือกได้ ทุกคนต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

                 เพื่อให้เปลี่ยนไปในทางที่ดี และสามารถควบคุมได้ จึงได้มีการวางแผนเพื่อ เปลี่ยนแปลง   ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีแผน  (planned change) ในรูปของการพัฒนา  (development) หรือ การปฏิรูป(reformation) การปรับรื้อระบบ(reengineering) หรือ การปฏิรังสรรค์(reinventing) ซึ่งจะมีความเร็ว ความหนักเบาของการเปลี่ยนแปลง แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของหน่วยงานว่ามีมากหรือน้อย  และมีศักยภาพในการดำเนินการมากน้อยเพียงไร

                 องค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยรูปแบบใด     ต้องอาศัยข้อมูลจากการวิจัยประเมินผล และข้อมูลอื่นๆในรอบของการบริหารจัดการที่ผ่านมา และมีการตัดสินใจว่าจะเลือกการเปลี่ยนแปลงอย่างมีแผน แบบใดแบบหนึ่ง หรือหลายแบบ

ในสองตอนที่ผ่านมา ได้กล่าวถึงการพัฒนาองค์การ และการปรับรื้อระบบ มาแล้ว โดยละเว้นการกล่าวถึงเรื่องของการปฏิรูปที่ใช้เป็นคำกลางเพื่อแสดงความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางที่มักต้องใช้แนวคิดของการปรับรื้อระบบ หรือการปฏิรังสรรค์อยู่ด้วยเสมอ  ทั้งนี้ เพื่อทำให้การปฏิรูปมีกรอบความคิดที่ชัดเจน และมีการดำเนินการอย่างมีระบบ

 

10. การปฏิรังสรรค์คืออะไร ?มีความสำคัญอย่างไรการจัดการคุณภาพทั้งระบบ?จงอธิบาย

การปฏิรังสรรค์ (Reinventing) คือ การซ่อมแซมระบบให้สามารถกลับคืนสู่สภาพที่ดำเนินการได้ตามปกติ เปรียบได้กับการยกเครื่องระบบใหม่ เช่น การพัฒนาตลาดน้ำให้มีสภาพที่ดี โดยการปรับปรุงสภาพ ทั้งความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กล่าวสรุปว่า การปฏิรังสรรค์       เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรจากการบริหารจัดการ

แบบเดิมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิด และกระบวนการทำงานทั้งหมด  สู่การบริหารจัดการแบบใหม่ ซึ่งหากให้ความคิดของการจัดการคุณภาพทั้งระบบ   จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เน้นที่    ลูกค้าหรือผู้รับบริการ   ปรับวัฒนธรรมในการทำงานใหม่ และปรับระบบสถิติข้อมูลข่าวสารในมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

 

 

 

 

การจัดการคุณภาพทั้งระบบคือ

        การจัดการคุณภาพทั้งระบบ(TQM: total quality management)  คือ การปฎิรังสรรค์บริหารและจัดการ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งปรัชญา  ความเชื่อ  และ วิธีการทำงาน      กระบวนการ     สถิติข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในองค์การ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคน  ที่ต้องมีการควบคุมและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เช่น  

                ในปี 1980  ธุรกิจในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากพบกับภาวะถดถอย   จึงได้มีการนำแนวคิดการจัดการคุณภาพ   ทำให้กิจการดีขึ้น แข่งขันได้มากขึ้น     

              ในปี ค.ศ. 1991 สหรัฐอเมริกา  ได้มีการนำเอาการ จัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้กับรัฐบาล ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมาก 

ในบริษัท/สถานประกอบการที่มีขนาดใหญ่ ได้มีการนำหลักการจัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิต โดยปรับปรุง กระบวนการ วิธีการทำงาน โดยมีการจัดทำคู่มือคุณภาพในการปฎิบัติงาน มีการตรวจสอบข้อมูล และประชุมปรับปรุงวิธีการทำงานตลอดเวลา เช่น บริษัท  ฮอนด้า ( ประเทศไทย ) บริษัท ซันโย ฯ เป็นต้น

 

 

11.จงวิจารณ์การปฏิรังสรรค์การศึกษาของสหรัฐอเมริกา  สหราชอานาจักร และมาเลเซีย ในประเด็นต่อไปนี้

ก.       ความจำเป็น 

ข.      ความเหมาะสม

ค.      ข้อดี ข้อเสีย

ง.       ผลลัพธ์

                การปฏิรังสรรค์การศึกษาของ  ประเทศสหรัฐอเมริกา   ประเทศสหราชอาณาจักร    และประเทศมาเลเซีย   โดยทั้ง 3 ประเทศ ดังกล่าวมีข้อสรุปดังนี้

                ก. ความจำเป็น ของทุกประเทศในเรื่องการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการพัฒนาประเทศ  โดยประเทศที่จะเจริญได้เร็วและมีประสิทธิภาพ  รัฐฯต้องทำการพัฒนาคนเป็นลำดับแรก และในการพัฒนาคนต้องเริ่มที่การให้การศึกษา ซึ่งรัฐมีความจำกัดในเรื่องของ  งบประมาณ     วิธีการดำเนินงาน   รัฐบาลจึงได้เกิดความร่วมมือในการนำภาคเอกชนมาร่วมปฎิรังสรรค์     จัดการควยคุมคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ดังจะเห็นจาก           ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร  ร่วมมือ กับ บริษัท ไอ  บี เอ็ม จำกัด   ในการจัดการศึกษาทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น    ประเทศมาเลเซีย มีความเชื่อพื้นฐานว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันทำให้ประเทศซึ่งอยู่ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมธรรมดา ให้เปลี่ยนเป็น เศรษฐกิจฐานความรู้(knowledge-based economy)โดยการนำภาคเอกชน  ที่เป็นอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทร่วมกับรัฐในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนธรรมดา  มาเป็นโรงเรียนที่ปราชญ์เปรื่อง(smart school)สามารถจัดการศึกษาได้อย่างไม่มีขอบเขตของความรู้    เวลา    และบุคคล

                2. การร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดการศึกษา มีความเหมาะสมมากเนื่องจากเป็นไปตามหลักการจัดการศึกษาคือให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม ดังนั้นการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการศึกษาต้องดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่ายในรูปแบบของการลงนามความร่วมมือ

                3. ข้อดี  ข้อเสีย  จากการ่วมมือการจัดการศึกษามีข้อดีคือนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น          แต่ข้อเสีย บุคลากรในองค์กรเดิมอาจจะปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

4. ผลลัพธ์    – ทำให้ครู นักเรียน หรือแม้ประชาชนและผู้ปกครองได้มีการร่วมกันแก้ปัญหา

ระหว่างสถานศึกษาได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน  ผลที่ได้ พบว่าสัมฤทธิผลทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ชัดเจน                       

– ผลที่ได้มีความชัดเจนที่ตัวนักเรียนที่สามารถเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ได้มาก      ทั้ง

ในด้านการจูงใจ   ความเชื่อมั่น   ความใส่ใจ   ทักษะ       และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด

                              ผลที่ได้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักเรียน แม้จะอยู่ในระดับมัธยมศึกษา    แต่สามารถใช้สื่อ  และวิธีการทำงานระดับระหว่างประเทศ    หรือระดับโลกได้ ถือเป็นการเพิ่มคุณค่า

 

12.    ตามความเห็นของท่าน ขณะนี้ถึงเวลาหรือยังที่  จะต้องมีการปฏิรังสรรค์การศึกษาใน สถาบัน ของตนเอง  จงอธิบาย.

ตามความเห็นของข้าพเจ้าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่  จะต้องมีการปฏิรังสรรค์การศึกษาใน สถาบัน ของข้าพเจ้าเนื่องจากได้มีพรบ.การศึกษา ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษา และได้ให้มีการประกันคุณภาพการศึกษา ดังนั้น ถ้าสถานศึกษาใดไม่มีการปฎิรังสรรค์ จะทำให้ขาดคุณภาพทั้งระบบ

         

==============================================================

               

 

 

 

 

 

 

 

 

คำถามท้ายบทที่ 7

การพัฒนาแผนกลยุทธ์ และการขับเคลื่อน

1.คำว่ากลยุทธ์ ตามรูปศัพท์มีความหมายว่าอย่างไร และในปัจจุบันที่มาใช้ทางการบริหาร หมายความว่าอย่างไร

                 ตามรูปศัพท์ คำว่ากลยุทธ์หมายถึงการรบที่มีเล่ห์เหลี่ยม วิธีการต่อสู้ที่ต้องใช้กลอุบายต่างๆ เล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้  กลวิธี  วิธีพลิกแพลงโดยอาศัยความรู้ความชำนาญ

และในปัจจุบันที่มาใช้ทางการบริหาร มีความหมายได้หลายอย่างเช่น

                1.เป็นแผนหรือสาเหตุของการกระทำที่ตั้งใน
                2.เป็นกลวิธีหรืออุบาย อาจมีลักษณะเฉพาะเจาะจง
                3.เป็นรูปแบบที่เป็นกระบวนการของการกระทำที่สม่ำเสมอ
                4.เป็นการจัดวางหรือจับคู่ระหว่าง องค์กร
                5.เป็นการมองในหลายมิติ
                6.กลยุทธ์ คือ แผน การกำหนดกลยุทธ์เป็นการกำหนดทิศทางหรือเป็นแนวทางการ
               ดำเนินงานในอนาคต
                7.กลยุทธ์ คือ การกำหนดฐานะหรือตำแหน่ง
                8.กลยุทธ์  คือ ทัศนภาพ
                9.กลยุทธ์  คือ กลวิธีในการเดินหมาก

โดยสรุป ปัจจุบันทางการบริหารให้ความหมาย คำว่า กลยุทธ์หมายถึง การนำองค์การโดยรวม (leading the total organization)

 

2.การวางแผนกลยุทธ์หมายถึงอะไร เพราะหตุใดจึงต้องมีการวางแผนกลยุทธ์

                การวางแผนกลยุทธ์หมายถึงวิธีการที่แยบยลโดยอาศัยข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ความชำนาญ เพื่อกำหนดสิ่งที่จะดำเนินการในอนาคตให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้  เป็นการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจร่วมกันอย่างมีระบบของผู้ที่เกี่ยวข้อง  ภายใต้บริบทที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และสอดคล้องกับสถานนการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อกำหนดกรอบทิศทาง หรือแผนการดำเนินงานขององค์กร

                สาเหตุที่ต้องมีการวางแผนกลยุทธ์  เนื่องจากทุกหน่วยงานมี ข้อจำกัดในด้านต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน แต่หน่วยงานยังมีความจำเป็นต้องดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นแผนกลยุทธ์จึงเป็นแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับศักยภาพภายในหน่วยงานและแนวโน้มของสถานการณ์ภายนอก และเป็นเอกสารข้อความที่ช่วยให้ฝ่ายต่างๆ ทำงานไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน ตลอดถึงเป็นเครื่องมือในกระบวนการเรียนรู้ของหน่วยงาน

 

3.จงบอกถึงขั้นตอนการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษา และอธิบายแต่ละขั้นตอนโดยย่อ

ขั้นตอนการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษา

1.วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน  (จุดแข็ง , จุดอ่อน) โดยวิเคราะห์จาก

   · กลยุทธ์ของหน่วยงาน

   · โครงสร้างองค์กร

   · ระบบการปฏิบัติงาน

   · บุคลากร การเงิน วัสดุอุปกรณ์

   · ทักษะ ความรู้ความสามารถ

   · รูปแบบการบริหารจัดการ

   · ค่านิยมร่วม

2.วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกหน่วยงาน (โอกาส , อุปสรรค)

   · นโยบาย ยุทธศาสตร์ชาติ, กระทรวง, อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

   · เศรษฐกิจ

   · สังคมและวัฒนธรรม

   · เทคโนโลยี

– วิเคราะห์กำหนดตำแหน่งขององค์กร

   · รุก

    · ป้องกัน

    · ถดถอยหรือ

   · พลิกฟื้น

3. กำหนดทิศทางในอนาคต

         – วิสัยทัศน์

         – พันธกิจ

         – เป้าประสงค์

4. กำหนดกลยุทธ์ของหน่วยงาน

         – แผนงาน

         – งาน/โครงการ

         – ผลผลิต

         – กิจกรรม

         – งบประมาณ

5. การกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

4.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมคืออะไร และมีความสำคัญต่อการ การวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษา

อย่างไร   

กระบวนการวิเคราะห์ SWOT เป็นกระบวนการที่เป็นระบบซึ่งเอื้อให้เกิดการใช้เหตุผลในการคิดและตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการ ผู้เข้าร่วมต้องใช้ความคิดและอภิปรายถึงเหตุผลต่าง ๆ ในการติดสินใจ ซึ่งทำให้เกิดความรอบคอบในการกำหนดกลยุทธ์ หลายครั้งที่กลุ่มมีการโต้แย้งอภิปราย และแบ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้าน กระทั่งต้องใช้คะแนนเสียงเป็นตัวชี้ขาดการเลือกข้อสรุปหนึ่ง ๆ กระบวนการวิเคราะห์ SWOT จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์ ซึ่งข้อสรุปนี้สอดคล้องกับงานของ Goodstein et al.(1993), และงานของ Amold et al.Z1994)

                      การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมีความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษา คือ เมื่อทราบผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมก็นำมาวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม กำหนดทิศทางได้ถูกต้องเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อสถานศึกษา

 5.จงอธิบายของเทคนิค swot เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสถานศึกษา

หลักการของเทคนิค SWOT คือ  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis เป็นการพิจารณาสภาพแวดล้อมทั้งจากภายนอก(external environment) และสภาพแวดล้อมภายใน(internal environment) โดยวิเคราะห์สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของหน่วยงานและพิจารณาแนวโน้มต่างๆในสิ่งแวดล้อม ระดับ มหภาค เพื่อคาดการณ์เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน 3-5 ปี ข้างหน้า             

เทคนิคที่ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ SWOT

ผลจากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการพบเทคนิคที่ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ SWOT 6 ประการ คือ

1) การเขียนความคิดในกระดาษสี เทคนิคการเขียนความคิดในกระดาษสีช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้คิดกลั่นกรอง และเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนอภิปรายความคิดและขยายความคิดของผู้เข้าร่วมให้กว้างขวางขึ้นด้วย นอกจากนี้กระดาษสียังช่วยในการจัดกลุ่มความคิด และเคลื่อนย้ายจัดกลุ่มใหม่ได้

2) การกระตุ้นให้เกิดการอภิปราย การกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมอภิปรายเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เขากระตือรือร้นในการเข้าร่วมกระบวนการ การใช้คำถามเป็นเทคนิคที่ช่วยกระตุ้นให้เขาตอบ อาจต้องใช้คำถามนำบ้างเพื่อกระตุ้นให้คิด การเขียนข้อความหรือวาดภาพสิ่งที่เขาเสนอหรือพูดบนกระดานเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ช่วยทำให้การอภิปรายเกิดความต่อเนื่องขึ้นได้ หากปล่อยให้ผู้เข้าร่วมฟังเป็นเวลานาน จะเกิดความเบื่อหน่ายและง่วงได้ บางครั้งอาจต้องแทรกกิจกรรมคลายเครียดบ้างเป็นระยะ ๆ ดังนั้น การกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างยิ่ง

3) การให้น้ำหนักเพื่อระบุปัจจัยหลัก เทคนิคการให้น้ำหนักเป็นเทคนิคที่ช่วยระบุว่า จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค อันใดเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อองค์กรอย่างยิ่งเทคนิคนี้ดัดแปลงมาจากงานของ Flavel and Williams (1996)

การให้น้ำหนักแต่ละชุดปัจจัยใช้วิธีการให้คะแนน โดยปัจจัยที่มีค่าคะแนนสูงจะเป็นปัจจัยหลักในแต่ละชุด การให้คะแนนปัจจัยพิจารณาเกณฑ์ ดังนี้

􀂃ใช้เกณฑ์ปัจจัยที่มีศักยภาพส่งผลกระทบต่อกลุ่ม (potential impact)” และปัจจัยที่มีความสำคัญเชิงเปรียบเทียบ (relative important)” สำหรับปัจจัยชุดจุดอ่อนและจุดแข็ง

            􀂃ใช้เกณฑ์ปัจจัยโอกาสทีมีความเป็นไปได้ของความสำเร็จ (probability of success)” และปัจจัยโอกาสที่มีศักยภาพส่งผลสำหรับปัจจัยชุดโอกาส

            􀂃ใช้เกณฑ์ปัจจัยอุปสรรคที่มีความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้น (probability of occurrence)” และปัจจัยอุปสรรคที่มีศักยภาพรุนแรงต่อกลุ่ม (potential severity)” สำหรับปัจจัยอุปสรรค

สำหรับเกษตรกร การให้คะแนนจะเป็นแบบ 5 ระดับ คือ ต่ำมาก ต่ำ กลาง สูง สูงมาก ซึ่งจะแปลง คะแนนนี้เป็นตัวเลข โดยให้ค่าต่ำมาก = 1 , ต่ำ = 2 , กลาง = 3, สูง = 4, และสูงมาก = 5 แล้วจึงหาค่ารวมของแต่ละปัจจัย โดยจุดแข็ง และโอกาสใช้เครื่องหมายบวก (+) ส่วนจุดอ่อนและอุปสรรคใช้เครื่องหมายลบ (-)

 

4) เทคนิคการจับคู่ การจับคู่ (SWOT matching) เป็นเทคนิคที่ดัดแปลงมาจาก งานของ David (1996) เทคนิคการจับคู่ใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางเลือก โดยใช้วิธีการจับคู่ที่ละคู่ระหว่างปัจจัยจุดอ่อนและโอกาส จุดอ่อน และอุปสรรคจุดแข็งและโอกาส จุดแข็งและอุปสรรค ทั้งนี้ ในการจับคู่แต่ละครั้งอาจจะใช้ปัจจัยหลายตัวก็ได้ หรือโดยตัวมันเองอาจไม่จับคู่กับตัวใดเลยก็ได้ จากการใช้เทคนิคนี้พบว่า กลยุทธ์ที่ได้มีความละเอียดและเป็นจุดเล็ก ๆ จึงต้องจัดกลุ่มกลยุทธ์ที่คล้ายกัน แล้วสังเคราะห์เป็นกลยุทธ์ทางเลือก

5) การจัดลำดับความสำคัญ เทคนิคการจับคู่เปรียบเทียบแบบพบกันหมดช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ โดยเฉพาะเมื่อมีกลยุทธ์ที่ต้องการเปรียบเทียบจำนวนมาก เทคนิคการจับคู่เปรียบเทียบนี้จะช่วยให้การเปรียบเทียบกระทำได้ง่ายขึ้น การจับคู่เปรียบเทียบกระทำโดยกลยุทธ์แต่ละตัวจะถูกเปรียบเทียบกับตัวอื่น ๆ เช่น กลยุทธ์ที่หนึ่งเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ที่สอง กลยุทธ์ที่หนึ่งเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ที่สาม และสืบเนื่องกันไปจนกระทั่งกลยุทธ์ทุกตัวถูกเปรียบเทียบระหว่างกัน กลยุทธ์ที่ถูกเลือกมากที่สุดจะเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด และกลยุทธ์ที่ถูกเลือกอันดับต่อไปก็จะสำคัญรองลงไปตามลำดับ

6) บรรยากาศผ่อนคลาย การสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เป็นกันเอง และมีกิจกรมคลายเครียด เป็นสิ่งจำเป็นมาก การพักดื่มน้ำเย็น ชา กาแฟ ก็ช่วยให้ผู้เข้าร่วมผ่อนคลายได้ การเล่าเรื่องตลก หรือการพูดจากสนุกสนานช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้น

 

6.จงอธิบายขั้นตอนของการวิเคราะห์สถานศึกษา พร้อมยกตัวอย่าง

ขั้นตอนกระบวนการวิเคราะห์ สถานศึกษา

1 สภาพแวดล้อมภายนอก(external environment) ซึ่งประกอบด้วย

      1.1 สภาพแวดล้อมภายนอกทั่วไป (General environment) เป็นสภาพแวดล้อมในระดับกว้างมีผลกระทบโดยอ้อมต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา จะต้องวิเคราะห์ปัจจัยหลัก 4 ด้าน หรือเรียกโดยย่อว่า  “STEP” ได้แก่ 

      1.1.1ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม (Socio-cultural factors : S) เช่น    โครงสร้างของ ประชากร การเคลื่อนย้าย อาชีพ การศึกษา ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เจตคติ พฤติกรรมที่มีผลกระทบทั้งในทางลบและทางบวกต่อสถานศึกษา

 1.1.2 ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technological factors : T) เช่น การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ  เครื่องยนต์เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินภารกิจของสถานศึกษาทั้งในทางลบและทางบวก

1.1.3 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (Economics factors: E)   เช่น โครงสร้างรายได้ รายได้ประชาชาติ ภาวะเงินเฟ้อ ภาวการณ์ว่างงาน รายได้ของประชากร  ที่มีผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา

  1.1.4 ปัจจัยด้านการเมืองและกฎหมาย (Political and legal factors : P) เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง นโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวง นโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ประกาศกระทรวง กฎกระทรวง มติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษา

      1.2 สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ (Operating environment) เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา นอกจากการพิจารณาทางด้านสังคมวัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการเมืองแล้ว ยังจะต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญอื่น ได้แก่

1.2.1 สภาพปัญหาที่เกี่ยวกับภารกิจโดยตรงของสถานศึกษา

1.2.2 ลักษณะของกลุ่มสังคมผู้รับผลประโยชน์และผู้รับบริการ  ได้แก่   ผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชน

             1.2.3 ภาระงานที่ต้องการเร่งด่วน

             1.2.4 ความพร้อมของสถานการณ์ในการจัดการศึกษาในปัจจุบัน

1.2.5 ความร่วมมือของกลุ่มบุคคล  ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจดำเนินงานของโรงเรียน รวมทั้งเจตคติของประชาชน ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกจะพิจารณาถึงโอกาส(Opportunities) และ        ภัยคุกคามหรืออุปสรรค(Threats) ยังจะต้องคำนึงถึงคู่แข่งด้วยว่าเป็นอย่างไร

      2. สภาพแวดล้อมภายใน(internal environment) ประกอบด้วย

      2.1 จุดแข็ง (Strengths) หมายถึง    ปัจจัยหรือองค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาที่เป็นข้อดีหรือข้อเด่น หรือจุดแข็งที่ส่งผลให้การดำเนินการของสถานศึกษาได้รับผลผลิตในด้านที่ดี เช่น มีระบบโครงสร้างการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูง (ผู้ปกครองพึงพอใจ)  มีครู อาจารย์สอนครบทุกรายวิชา ครูทุกคนมีความรู้ ความสามารถตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มศักยภาพ มีงบประมาณอย่างเพียงพอต่อการเรียนการสอน  มีระบบการบริหารโครงการที่ดีมีคุณภาพ  ผู้บริหารมีความสามารถในการบริหารสูง

      2.2 จุดอ่อน (Weakness) หมายถึง  ปัจจัยหรือองค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาที่เป็นจุดอ่อนก็ส่งผลให้การดำเนินงานของโรงเรียนได้รับผลผลิต    ที่ไม่คุ้มค่า หรือผลเสียหาย เช่น การปฏิบัติงานโดยไม่มีการวางแผน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาก  ครูมีคาบสอนมากเกินไป  ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่าที่ในแต่ละปีได้รับงบประมาณ  เพียงน้อยนิด  ขาดแคลน สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ การเรียนการสอนที่ทันสมัย  มีระบบการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ

      ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลัก 6 ด้าน ในการวิเคราะห์เรียกโดยย่อว่า “2S4M” ได้แก่

            (1) โครงสร้างและนโยบายของสถานศึกษา (Structure and policy : S)  ได้แก่ โครงสร้างซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดรูปแบบการบริหารงาน การแบ่งกลุ่มงาน การจัดสายการบังคับบัญชา การกำกับควบคุมตามสายงาน เครือข่ายการสื่อสารภายในสถานศึกษา      และนโยบายที่รับมาจากหน่วยเหนือและ/หรือนโยบายที่สถานศึกษากำหนดเอง ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงาน

            (2)  การให้บริการและคุณลักษณะของผู้เรียน (Service and Products : S) ได้แก่ ความทั่วถึงและครอบคลุมพื้นที่การให้บริการ การสร้างความสามารถในการบริการทางวิชาการแก่ผู้เรียน การจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะด้านต่างๆของผู้เรียน      การให้ความร่วมมือกับชุมชน การผลิตนักเรียนที่มีความสามารถทางวิชาการ การเสริมสร้างคุณลักษณะให้ผู้เรียนเป็นคนดี     คนเก่ง และมีความสุข มีคุณธรรมจริยธรรม

            (3) บุคลากร (Man : M1) ได้แก่ ความพอเพียงของอัตรากำลัง ความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับตำแหน่งหน้าที่    การกำหนดตำแหน่ง   การบรรจุ  แต่งตั้ง การโอนย้าย ความก้าวหน้า       ในตำแหน่งหน้าที่ การให้ค่าตอบแทน  การจัดสวัสดิการ ระบบบำเหน็จบำนาญ จุดสำคัญของการวิเคราะห์ในด้านนี้คือ การมีเพียงพอ และมีคุณวุฒิตรงตามภารกิจการสอน

            (4)  การเงิน (Money :  M2) ได้แก่ ฐานะทางการเงินของสถานศึกษา งบประมาณหรือรายได้ รายรับรายจ่าย ความคล่องตัวในการเบิกจ่าย ความสามารถในการระดมทุนจากภายนอก    การหารายได้ของสถานศึกษา การได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากแหล่งต่างๆ การใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

            (5) วัสดุอุปกรณ์ (Material : M3) ได้แก่ ความเพียงพอของสื่อ วัสดุ ครุภัณฑ์ อาคารสถานที่ ความสามารถในการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด การจัดหา การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งาน การดูแลรักษา การซ่อมบำรุง การจัดจำหน่าย

            (6) การบริหารจัดการ (Management : M4)     ได้แก่ความสามารถในการวางแผน     การปฏิบัติตามแผน การกำกับติดตามประเมินผล    การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดส่วนร่วม การสร้างทีมงาน การมีภาวะผู้นำของผู้บริหาร การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สถานศึกษา

            เมื่อสถานศึกษาทราบว่า จุดแข็ง จุดอ่อน หรืออุปสรรค ปัจจัยใดส่งผลกระทบทั้งในด้านให้เกิดความสำเร็จ (+) และผลเสียหาย (-)  มากหรือน้อยตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วและการทำให้เกิดค่าของผลกระทบเหล่านั้นจะทำให้รู้ว่า  โดยภาพรวมแล้วสถานศึกษามีสถานภาพเป็นอย่างไร ในรูป 4 รูปแบบ คือ ดังตัวอย่าง

            รูปแบบที่ ถ้าสถานศึกษาใดสภาพแวดล้อมภายในมีความเข้มแข็ง (+) และมีสภาพแวดล้อมภายนอกเอื้ออำนวย (+)

            การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าสถานศึกษานั้นมีความพร้อม มีศักยภาพภายในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนสูง กลยุทธ์ในการทำงานก็จะต้องมีแนววิธีในด้านการเพิ่มขยายหรือสร้างสถานศึกษาให้มีความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ได้ง่าย

            รูปแบบที่ ถ้าสถานศึกษาใดมีสภาพแวดล้อมภายในมีความเข้มแข็ง (+) และมีสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นอุปสรรค (-)

            การวิเคราะห์  ชี้ให้เห็นว่าสถานศึกษานั้นมีปัจจัยการดำเนินงานภายในที่มีความพร้อมเข้มแข็งแต่ปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย  ไม่สามารถสนับสนุนได้ในขณะนั้น  กลยุทธ์ในการปฏิบัติงานก็จะต้องมีแนววิธีในด้านการปรับปรุงพัฒนารักษาสถานภาพ  และภายนอกพร้อมจะให้มีโอกาสเมื่อไรก็รีบดำเนินการต่อไปสู่รูปแบบที่ 1

            รูปแบบที่ ถ้าสถานศึกษาใดมีสภาพแวดล้อมภายในเป็นจุดอ่อน (-) และมีสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นโอกาส (+)

            การวิเคราะห์ ชี้ให้เห็นว่าสถานศึกษามีปัจจัยในการปฏิบัติงานที่อ่อนแอไม่พร้อม แต่ปัจจัยภายนอกที่พร้อมจะช่วยเหลือและให้การสนับสนุน  กลยุทธ์ในการทำงานก็จะต้องมีแนววิธีในการแก้ไข  ปรับปรุง  พัฒนาภายในที่เป็นจุดด้อยต่าง ๆ ให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อนำไปสู่รูปแบบที่ 1

            รูปแบบที่ ถ้าสถานศึกษาใดมีสภาพแวดล้อมภายในเป็นจุดอ่อน (-)  และมีสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นอุปสรรค (-)

O (Opportunities) โอกาส  

จุดแข็ง (+)  มีโอกาส (+)     จุดอ่อน (-) มีโอกาส (+)

เสริมสร้าง, เพิ่ม, ขยาย   พัฒนา, ปรับปรุง, แก้ไข  

S (Strengths)       W (Weaknesses)

จุดแข็ง        จุดอ่อน 

      จุดแข็ง (+)   มีอุปสรรค (-)   จุดอ่อน มีอุปสรรค (-)

          พัฒนา, ปรับปรุง            รีบเร่ง, ทบทวน, ปรับปรุง

                   เพื่อรอโอกาสภายนอกมีความพร้อม

T (Threats) อุปสรรค

      แผนภาพ 5 แสดงสถานภาพของสถานศึกษาจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์การ

            สภาพแวดล้อมภายนอก  คือ 1 โอกาส    2 อุปสรรค

            สภาพแวดล้อมภายใน     คือ 1 จุดแข็ง    2 จุดอ่อน

 

4. การวิเคราะห์กำหนดตำแหน่งขององค์กร

การให้น้ำหนักหรือการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะเป็นการให้น้ำหนักแก่ปัจจัยภายใน ซึ่งวิธีการที่สะดวกและง่ายที่สุดคือ กำหนดให้บุคลากรที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญหรือให้คะแนนในแต่ละคนมี 100 คะแนน และให้ทุกคนนำ 100 คะแนนที่มีอยู่ กระจายให้กับปัจจัยภายในประเด็นต่างๆ ทั้งที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน โดยการให้คะแนนจะให้มีการให้คะแนนอย่างอิสระ และผลรวมของทุกข้อที่ให้คะแนนของแต่ละคนจะเท่ากับ 100 คะแนน

สำหรับการให้น้ำหนักหรือการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยภายนอกทั้งที่เป็นโอกาสและอุปสรรคนั้นให้ดำเนินการตามรูปแบบเช่นเดียวกันกับการให้คะแนนหรือจัดลำดับความสำคัญแก่ปัจจัยภายใน ทั้งนี้ในการพิจารณาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกว่าปัจจัยใดมีความสำคัญมากน้อยนั้นควร

พิจารณาว่าปัจจัยนั้นๆ มีผลกระทบต่อผลผลิตหรือกระบวนการให้บริการมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจพิจารณาในมุมมองของ Balance Scorecard ก็ได้ เช่น ผลกระทบต่อการให้บริการต่อลูกค้า ผลกระทบต่อระบบการปฏิบัติงานภายใน ผลกระทบการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ตลอดถึงผลกระทบในมิติด้านการเงินของหน่วยงาน เป็นต้น

การนำผลจากการวิเคราะห์สถานภาพหน่วยงานที่ได้ให้น้ำหนักความสำคัญในแต่ละปัจจัย
ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกมากำหนดตำแหน่งขององค์กรและกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงสอดคล้องกัน โดยตำแหน่งต่างๆ ของหน่วยงานจะถูกกำหนดไว้ในมิติหรือควอดแดรน (Quadrant)

 

7.จงอธิบายความหมายของ  วิสัยทัศน์   พันธกิจ   เป้าประสงค์ และบอกความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

                วิสัยทัศน์ (Vision) คือ ภาพในอนาคตขององค์กรที่ผู้นำและสมาชิกทุกคนร่วมกันวาดฝันหรือจินตนาการขึ้น โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงในปัจจุบัน เชื่อมโยงวัตถุประสงค์ ภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อเข้าด้วยกัน พรรณนาให้เห็นทิศทางขององค์กรอย่างชัดเจน มีพลังท้าทาย ทะเยอทะยาน และมีความเป็นไปได้ เน้นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือดีที่สุดให้กับลูกค้าและสังคมวิสัยทัศน์จะเกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางธุรกิจ เป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดทางธุรกิจ

พันธกิจ (Mission) คือ ปฏิบัติการที่หน่วยงานจะต้องดำเนินการ เพื่อบรรลุเป้าประสงค์และวิสัยทัศน์ ในการกำหนดพันธกิจนั้น องค์กรจะต้องทราบว่าหน้าที่หรือภารกิจหลักตามกฎหมายที่องค์กรต้องดำเนินการคืออะไรและจำเป็นต้องทราบว่าเป้าประสงค์หรือผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานคืออะไรพันธกิจจึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องปฏิบัติ (ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย) เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์และวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้

เป้าประสงค์ คือ       เป้าประสงค์ หรือวัตถุประสงค์หลักของหน่วยงาน เป็นขอบข่ายของผลสัมฤทธิ์หลักที่หน่วยงานต้องการให้เกิดขึ้นแก่  ประชาชน สังคม หรือประเทศชาติในอนาคต
ในการกำหนดเป้าประสงค์ หน่วยงานจำเป็นต้องทราบว่า กลุ่มลูกค้าหลักหรือกลุ่มผู้รับบริการของหน่วยงานนั้นคือใครและต้องการให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

 

8.ให้กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ของสถานศึกษามา1แห่ง

วิสัยทัศน์ โรงเรียนวัดโคกกรวด ไตรราษฎร์บำรุง  ต.โคกม่วง อ.ภาชี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1

                      โรงเรียนวัดโคกกรวด ไตรราษฎร์บำรุง  นักเรียนโรงเรียนวัดโคกกรวด ไตรราษฎร์บำรุง  ต้องมีความสามารถทางด้านวิชาการ  รักการเขียนอ่าน  สืบสานวัฒนธรรมไทย  และท้องถิ่น  ใช้เทคโนโลยีเป็น  เน้นวินัย  และความรับผิดชอบ

พันธกิจ

                1.   จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการ  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้แหล่งเรียนรู้

2.   ปลูกฝัง ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักความเป็นไทย อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

3.   ปลูกฝังและส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้

4.   ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีวินัย  และความรับผิดชอบ

เป้าประสงค์

1.       ประชากรวัยเรียนทุกคนในเขตบริการ ได้รับการบริการทางการศึกษาอย่างเสมอภาคและทั่วถึง

2.       ประชากรวัยเรียนทุกคน ได้รับการบริการทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพมาตรฐานสากล เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข มีความรักและภาคภูมิใจในความเป็นอยุธยา

3.       ครูทุกคนสามารถจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

4.       โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

5.       ชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาในทุกระดับ มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ

 

9.จงเปรียบเทียบวิสัยทัศน์ และพันธกิจ ที่ท่านกำหนดขึ้น กับของสถานศึกษาที่มีอยู่แล้ว่างมีความแตกต่าง เหมาะสมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด

 

 วิสัยทัศน์

ความแตกต่าง

โรงเรียนวัดโคกสังข์

โรงเรียนวัดโคกกรวด

โรงเรียนวัดโคกสังข์  ประชานุกูล    จัดการศึกษาให้นักเรียน มีคุณธรรม จริยธรรม สติปัญญา  เรียนรู้อย่างมีความสุข  รักชุมชน  รักความเป็นอยุธยา  โดยนำเทคโนโลยี   ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   และผสานความร่วมมือกับชุมชน ในการจัดการศึกษา

 

นักเรียนโรงเรียนวัดโคกกรวด ไตรราษฎร์บำรุง  ต้องมีความสามารถทางด้านวิชาการ  รักการเขียนอ่าน  สืบสานวัฒนธรรมไทย  และท้องถิ่น  ใช้เทคโนโลยีเป็น  เน้นวินัย  และความรับผิดชอบ

 

แตกต่างกันโรงเรียนวัดโคกกรวดเน้นด้านการอ่าน เขียน โรงเรียนวัดโคกสังข์ เน้นให้นักเรียนมีความสุข และนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม


พันธกิจ

ความแตกต่าง

โรงเรียนวัดโคกสังข์

โรงเรียนวัดโคกกรวด

1.จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยี และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

1.   จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการ  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้แหล่งเรียนรู้

 

แตกต่างกันโรงเรียนวัดโคกกรวดเน้นกระบวนการคิด โรงเรียนวัดโคกสังข์ กล่าวในภาพรวมไม่บ่งชี้

2.จัดการศึกษาให้นักเรียนได้รับการพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ

 

2.   ปลูกฝัง ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักความเป็นไทย อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

 

ไม่แตกต่างกัน และไป สัมพันธ์กับข้อที่2

3.ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ และคุณธรรม

 

3.   ปลูกฝังและส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้

ไม่แตกต่างกัน และไปสัมพันธ์กับข้อที่ 1

4.จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

4.   ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีวินัย  และความรับผิดชอบ

 

โรงเรียนวัดโคกสังข์ไม่ระบุตัวคุณธรรม แต่ โรงเรียนวัดโคกกรวดระบุความมีวินัย  และความรับผิดชอบ

5.สร้างสัมพันธภาพ และมิตรภาพที่ดีต่อชุมชน

 

แตกต่างโรงเรียนวัดโคกกรวดไม่ได้กำหนด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำถามท้ายบทที่3

โครงสร้างการจัดการศึกษาของไทย

 

1. การจัดโครงสร้างสถานศึกษาของท่าน สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดโครงสร้างองค์การในข้อใดบ้าง

                1.1. มีการแบ่งงานกันทำโดยแยกออกเป็นแต่ละงาน

                1.2. เพื่อมอบหมายงาน และความรับผิดชอบของแต่ละคน ตามความรู้และความถนัดของแต่ละคน

                1.3. เพื่อประสานงานต่างๆให้ดำเนินอย่างสอดคล้องกัน

                1.4. จัดงานออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่ม  (4 กลุ่มงาน) ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.5. มีการความสัมพันกันระหว่างบุคล กลุ่มคน หน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.6. มีการกำหนดการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการตลอดทั้งองค์กร

1.7. เพื่อจัดการสรรการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

2. การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวคิดการบริหารแบบดั้งเดิม กับการบริหารในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างไร

แนวคิดการบริหารแบบดั้งเดิม

                1.1.บริหารแบบดั้งเดิมอำนาจการบังคับบัญชาลดหลั่นกันมาอย่างชัดเจน

                1.2.มีความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา

                1.3.อำนาจการบังคับบัญชา ต้องเท่าเทียมกับความรับผิดชอบ

                1.4.ผู้บริหารสามารถมอบหมายงานให้กับระดับรองลงไปได้ แต่ความรับผิดชอบยังคงอยู่

แนวคิดการบริหารแบบใหม่

                2.1.สายบังคับบัญชาสั้นลง  การทำงานรวดเร็วขึ้น

                2.2.ขนาดการควบคุมกว้างขึ้น

                2.3.ความเป็นเอกภาพในการบังคับบัญชาน้อยลง

               2.4.การมอบหมายงาน และการให้คนมีอำนาจมากขึ้น  มีการกระจายงานมากขึ้น

 

3.การจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการกับโครงสร้างของเขตพื้นที่การศึกษาแตกต่างกันอย่างไร

โครงสร้างของ ศธ. เมื่อครั้งมีการปฏิรูปการศึกษาว่า เป็นไปในลักษณะที่ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จึงคิดว่า วิธีที่มีองค์คณะบุคคล และให้มีลักษณะในเชิงที่มี Representative อาจทำให้การมีส่วนร่วมกว้างขวางขึ้น และทำให้การศึกษาตอบสนองต่อความต้องการต่างๆ ได้ดีขึ้น

ดังนั้น จึงได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการตั้งแต่ระดับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา จนถึงหน่วยบริหาร คือ องค์กรหลักที่มีสถานศึกษา หน่วยงานที่มีคณะกรรมการในระดับนี้ ได้แก่ สพฐ. สอศ. และ สกอ. นอกจากนี้ยังได้จัดรูปแบบ โครงสร้างขององค์คณะบุคคลที่ใช้กับ สกศ.ซึ่งเป็นสภากลางที่กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาทุกระดับทุกประเภท

                ส่วนโครงสร้างของเขตพื้นที่การศึกษา ได้ยึดพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  โดยจัดการศึกษาต่ำกว่าปริญญา โดยถือว่ายังเป็นส่วนราชการที่สังกัดราชการบริหารส่วนกลาง คือกระทรวงหรือ กรม กำหนด กรอบการบริหารจัดการ โดยยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึง   ปริมาณสถานศึกษา   จำนวนประชากร   สภาพภูมิศาสตร์    การคมนาคม       วัฒนธรรม   และ ความเหมาะสมด้านอื่น ๆ

       

4.จงวิเคราะห์ และเปรียบเทียบการจัดโครงสร้างของโรงเรียนก่อนที่จะเป็นนิติบุคล กับเมื่อเป็นนิติบุคลแล้วความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

โครงสร้างของโรงเรียนก่อนที่จะเป็นนิติบุคล กับเมื่อเป็นนิติบุคลแล้วความแตกต่างกันกันคือ

โรงเรียนที่ยังไม่เป็นนิติบุคคลสถานศึกษาไม่ใช่คน เป็นส่วนหนึ่งของคน เป็นส่วนหนึ่งของกรม ต้องทำตามระเบียบที่กำหนดให้  มีการแบ่งงานเป็น 6 งาน

1.งานบุคลากร

2.งานวิชาการ

3.งานกิจการนักเรียน

4.งานธุรการ  การเงินและพัสดุ

5.งานอาคารสถานที่

6.งานความสัมพันธ์กับชุมชน

โรงเรียนนิติบุคคลมีขอบข่ายและภารกิจ 4 ด้าน ดังนี้
                1. การบริหารวิชาการ
                2. การบริหารงบประมาณ
                3. การบริหารงานบุคคล
                4. การบริหารทั่วไป

                    การบริหารวิชาการ  ได้แก่  การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน  การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา  การพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา  การพัฒนาแหล่งเรียนรู้  การนิเทศการศึกษา  การแนะแนว  การศึกษา  การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา  การส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่ชุมชน  การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น  การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล  ครอบครัว  องค์กร  หน่วยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา 
                การบริหารงบประมาณ  ได้แก่  การจัดทำและเสนอของบประมาณ  การจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบ  ติดตามประเมินผลและรายงานผลการใช้เงินและผลการดำเนินงาน  การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา  การบริหารการเงิน  การบริหารบัญชี  การบริหารพัสดุและสินทรัพย์
                การบริหารทั่วไป  ได้แก่  การดำเนินงานเลขานุการ  งานเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  งานพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ  การประสานและพัฒนาเครือข่ายการศึกษา  การจัดระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร  งานเทคโนโลยีสารสนเทศ  การส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ  งบประมาณ  บุคลากรและบริหารทั่วไป  การดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม  การจัดทำสำมะโนผู้เรียน  การรับนักเรียน  การส่งเสริมและประสานงานการศึกษาให้นอกระบบและตามอัธยาศัย  การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา  งานส่งเสริมงานกิจการนักเรียน  การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา  งานส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานการศึกษาของบุคลกร  ชุมชน  องค์กร  หน่วยงานและสถาบัน  สังคมอื่นที่จัดการศึกษา  งานประสานราชการกับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานอื่นการจัดระบบควบคุมในหน่วยงาน งานบริการสาธารณะ  

จะเห็นได้ว่า  ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษามีฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลแต่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษากว้างขวาง  เช่นเดียวกับหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทบวงกรม  จึงเป็นผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาไม่อาจบริหารสถานศึกษาให้มีความอิสระคล่องตัวและมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง  เพราะอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายเรื่อง ยังเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการในระดับกระทรวงทบวงกรมอยู่  ดังนั้นหากจะให้สถานศึกษาบริหารจัดการได้เองอย่างอิสระคล่องตัวเรื่องใดก็ต้องมีการมอบอำนาจในเรื่องนั้นๆ  ให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา

 

5.เพราะเหตุใดการจัดโครงสร้างของโรงเรียนเอกชนจึงต้องมีรูปแบบเฉพาะของแต่ละแห่ง

กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดหลักการบริหารและการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการบริหาร เพื่อทำหน้าที่บริหารและจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชนให้มีความเป็นอิสระโดยมีการกำกับติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ นอกจากนี้ เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยรัฐพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน และสิทธิประโยชน์อย่างอื่นรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการ ให้แก่สถานศึกษาของเอกชน  และสถานศึกษาของเอกชนมีความแตกต่างกันทั้งปริมาณงาน และขอบเขตของงานที่รับผิดชอบ

 

6.การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดโครงสร้างโครงสร้างของโรงเรียนที่เป็นนิติบุคล เป็น 4 ฝ่าย ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือไม่เพราะเหตุใด

         การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดโครงสร้างโครงสร้างของโรงเรียนที่เป็นนิติบุคล เป็น 4 ฝ่ายข้าพเจ้าคิดว่าเหมาะสมแล้วเพราะ

                1. โครงสร้างมีการแบ่งงานกันทำโดยแยกออกเป็นแต่ละงาน

                1.2. โครงสร้างมีการมอบหมายงาน และความรับผิดชอบของแต่ละคน ตามความรู้และความถนัดของแต่ละคน

                1.3. โครงสร้างมีการประสานงานต่างๆให้ดำเนินอย่างสอดคล้องกัน

                1.4. โครงสร้างมีการจัดงานออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่ม  (4 กลุ่มงาน) ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.5. โครงสร้างมีการสร้างความสัมพันกันระหว่างบุคล กลุ่มคน หน่วยงาน หรือแผนกงาน

1.6. โครงสร้างมีการกำหนดการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการตลอดทั้งองค์กร

1.7. โครงสร้าง มีการจัดสรรการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

                นอกจากนั้นกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ โรงเรียนเพิ่มโครงสร้างเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม โดยให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด

 

*******************************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted by: songchaile | พฤษภาคม 28, 2008

การจัดการคุณภาพการศึกษา

บทที่ 2 การจัดการคุณภาพการศึกษา

1.แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการคุณภาพเริ่มต้นจากแนวคิดเกี่ยวกับอะไร

                หลักการและแนวทางปฏิบัติของการบริหารคุณภาพ ( Quality Management) ได้วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากการตรวจสอบคุณภาพ (Inspection) และการควบคุมคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Control) ในทศวรรษ 1970 และได้วิวัฒนาการไปสู่การประกันคุณภาพ (Quality Assurance) และการบริหารคุณภาพ (Quality Management) ทศวรรษ 1980 และ 1990 ตามลำดับ รวมทั้ง TQM (Total Quality Management) และ Six Sigma ที่เพิ่งจะเริ่มมีขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง

2.ให้สรุปวิวัฒนาการเกี่ยวกับการบริหารคุณภาพแบบมุ่งทั้งองค์กรมาพอสังเขป

การบริหารคุณภาพมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ซึ่งเริ่มวิวัฒนาการในช่วงการปฎิวัติอุตสาหกรรมโดยเริ่มจากบทบาทของการตรวจสอบคุณภาพแบบเดิม ( Inspection) การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ และ TQM ในหนังสือเรื่อง The Wealth of the Nationเขียนโดย Adam Smith ในปี 1776 โดยได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการจำแนกแรงงาน ซึ่งเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้เกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมต่อมาในปี 1914 การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้กระตุ้นให้เกิดการผลิตแบบ Mass Production ในช่วงเวลาดังกล่าว การตรวจสอบทางด้านอุตสาหกรรมกลายเป็นสิ่งจำเป็น แนวทางใหม่ในการบริหารที่พัฒนาขึ้นโดย Frederick W. Taylor ในปี 1919 หรือที่เรียกว่า การบริหารโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์( Scientific Management ) นั้น  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผมผลิต โดยไม่มีการเพิ่มจำนวนช่างฝีมือ  ต่อมาในปี 1924 Dr. Walter A. Shewhart วิศวกรจากบริษัท Western Electric ได้นำแนวคิดเกี่ยวกับ Control Chart มาใช้ในการควบคุมความผันแปรของคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมคุณภาพโดยใช้สถิติที่เรียกว่า Statistical Quality Control ( SQC ) ในปี 1931 ในขณะเดียวกันที่ประเทศอังกฤษก็ได้พัฒนามาตรฐาน British Standards นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ( 1941 1945 ) สหรัฐได้พัฒนาวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใหม่โดยใช้แนวคิด Acceptable Quality Levels ( AQLs ) ดังนั้น  การตรวจสอบโดยวิธีสุ่มตัวอย่างจึงใช้เวลาลดน้อยลง  ภายหลังจากที่ Dr. Deming และ Dr. Juran ได้ไปญี่ปุ่นในปี 1950 การพัฒนาคุณภาพของญี่ปุ่นได้เจริญอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 2 ทศวรรษ โดยแนวคิดในเรื่องคุณภาพเทคนิค  และปรัชญาหลายอย่าง เช่น Fool Proof, QCC, CWQC, ผังก้างปลา รวมทั้งวิธีการของ Taguchi ก็ได้ถูกนำมาใช้ในการบริหารคุณภาพ

                ต่อมาในปี 1946 American Society For Quality Control ( ASQC ) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นนับตั้งแต่ปี 1950 -1960 สหรัฐให้การยอมรับในคุณค่าของทฤษฏีต่าง ๆ ของ Dr. Deming และ Dr.Shewhart และแล้วศักราชใหม่ของการประกันคุณภาพ ( QA ) ก็ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่อุตสาหกรรมได้มุ่งเน้น  นั่นคือการเปลี่ยนจากการตรวจสอบคุณภาพ ( Inspection ) เพื่อหาของเสียไปเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดของเสีย ( Prevention ) ในช่วงเวลาดังกล่าว  ปรัชญาทางด้านคุณภาพมากมายได้เกิดขึ้น เช่น  เรื่อง Cost of Quality ( CQQ ) , Total Quality Control ( TQC ) , Reliability Engineering , Zero Defeets, Management by Objective เป็นต้น ในระหว่างปี 1980 -1990 ความต้องการของลูกค้า  ผลการดำเนินงานของคู่แข่งขัน  และการลดต้นทุนคุณภาพเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินการในเรื่องการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ( TQM )

 

3.รางวัล Malcolm Baldring Nation Quality Award หมายถึงอะไร

รางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

 

4.หลักการสำคัญของการของระบบการบริหารเกี่ยวกับการบริหารคุณภาพทั้งองค์การมีอะไรบ้าง

หลัก 14 ประการของ Deming สำหรับการปรับปรุงคุณภาพ

1. การสร้างเป้าหมายที่สอดคล้องกัน

2. นำไปสู่การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง

3. สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ หยุดการควบคุมคุณภาพโดยอาศัยการ

ตรวจสอบเพื่อให้พบปัญหา

4. เสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวบนพื้นฐานทางด้านศักยภาพ แทนการ

ให้รางวัลจากการใช้ราคา

5. ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และระบบการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

6. ทำการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ

7. เน้นภาวะผู้นำให้เกิดขึ้น

8. กำจัดข้อวิตกกังวล หรือความหวาดกลัวให้หมดไป

9. กำจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคของการร่วมมือระหว่างหน่วยงานในองค์การ

10. หยุดการกระตุ้นโดยใช้คำขวัญสำหรับพนักงาน

11. สนับสนุน ช่วยเหลือ และปรับปรุง

12. กำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางความภาคภูมิใจในการทำงานของพนักงาน

13. จัดตั้งแผนการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อให้เกิดการปรับปรุงตนเอง

14. ทำให้ทุกคนในองค์การลงมือปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง

 

5.จงเติมชื่อผู้แต่งหนังสือ พร้อมระบุปี ค.ศ.ที่แต่งในตารางข้างล่างนี้

ชื่อหนังสือ

ชื่อผู้แต่งหนังสือ

ปีค.ศ.ที่พิมพ์เผยแพร่

Introduction to Toal to  TotalQuality

โกสต์ และเดวิส (Goestsch and Davis)

1994

Quality is Free

ครอสบี้ (Crosby)

1979

Quality, Productivity and Competitive Position

Edward Deming Deming

1982

Quality Without Tears : the Art of Hassle – Free Management

Chillip (Crosby)

1984

Total  Quality Management in Education

แซลลิส  (Sallis)

1992

 

 

6.การจัดการคุณภาพการศึกษามีความสำคัญอย่างไร

                การจัดการคุณภาพการศึกษามีความสำคัญคือ ช่วยให้การดำเนินการทางด้านการจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เป็นที่พอใจของผู้รับบริการ

 

7. คุณภาพ หมายถึงอะไร

                ลักษณะความดี , ลักษณะประจำบุคคล หรือสิ่งของ  ที่ลูกค้าหรือผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ 

 

 8.การจัดการคุณภาพหมายถึงอะไร

                การนำนโยบาย คุณภาพมากำหนดเป็นเป้าหมายคุณภาพ  จากนั้นจะต้องมีการกำหนดเป็นแผนคุณภาพ สำหรับดำเนินการต่อไป    หรือการจัดการคุณภาพหมายถึง กิจกรรมหรือกระบวนการปรับปรุงการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องทุกขั้นตอนของการทำงาน

 

9.การบริหารคุณภาพแบบมุ่งเน้นทั้งองค์กร (TQM)  มีหลักการที่สำคัญอะไรบ้าง

                1.มุ่งเน้นความสำคัญให้กับลูกค้า

                2.การปรับปรุงกระบวนการทำงาน

                3.การให้ทุกคนมีส่วรร่วม

 

10.จงสรุปว่าระบบริหารแบบ (TQM)   มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

                1.วัตถุประสงค์ (Objective) เพื่อให้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในทุกๆส่วนขององค์กร

                2. หลักการพื้นฐานของรูปแบบ (Fundamanttal  Principles) การมุ่ให้ความสำคัญกับลูกค้า หรือผู้รับบริการ การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร

                3. องค์ประกอบ(Elements) ภาวะผู้นำการศึกษา และการฝึกอบรม โครงสร้างสนับสนุน การติดต่อสื่อสาร การพิจารณาความชอบ แลฃะการวัดผล

 

11.แนวคิดการจัดการคุณภาพ การศึกษา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษาได้อย่าไรบ้าง

                1.ศึกษาหลักการบริหารแบบคุณภาพ

                2.กำหนดนโยบายด้านบริหารคุณภาพให้ชัดเจน

3.จัดตั้งองค์กรหรือคณะบุคลดำเนินการตามนโยบายคุณภาพ

4.วางแผนและออกแบระบบงานมาตรฐานและวิธีทำงาน และการจัดการทรัพยากร

5.จัดทำคู่มือระบบคุณภาพโดยอผธิบายวิธีปฏิบัติงานแต่ละด้าน

6.สร้างทีมงาน ละจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อดำเนินงานแต่ละด้าน

7.จัดฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรทุกระดับ

8.จัดระบบประเมินผลงานอย่างโปร่งใส และทุกฝ่ายยอมรับการนำสู่การปฏิบัติ

               

12. นโยบายคุณภาพ(Quality policy) ของเดมมิ่ง 14 ประการ (Deming 14 point) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาอย่าไรบ้าง

                นโยบายคุณภาพ(Quality policy) ของเดมมิ่ง 14 ประการ (Deming 14 point) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการบริหารได้ โดยเริ่มตั้งแต่การ วางแผน  การจัดองค์กร  การจัดการบุคล  การอำนวยการ และการควบคุม ให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

               

13. ประเด็นอภิปราย

                1) การบริหารการศึกษาโดยใช้วงจร P D C A ทำอย่างไร

                วงจรเดมมิ่ง เป็นวงจรเพื่อการบริหาร และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องแบบอเนกประสงค์ ครอบจักรวาล คือสามารถนำไปใช้กับระบบบริหารใดๆ ก็ได้ ทั้ง ISO9001:2000, ISO14001, 5, QCC etc. รวมไปถึงการบริหารการศึกษา ใช้ได้หมดแล้วแต่ว่าจะนำไปใช้

P -Plan หมายถึงการวางแผน
D -Do หมายถึงการปฏิบัติ ตามแผนที่ได้วางไว้
C -Check หมายถึงตรวจสอบ
A -Action หมายถึงการแก้ไขข้อบกพร่องจากการตรวจสอบ และนำผลจากการแก้ไขไปถือปฏิบัติ (เป็นมาตรฐาน) ต่อไป        ถ้าวงจร P-D-C-A หมุนไปอย่างต่อเนื่อง จะเกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

                การประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา เช่น จัดการคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย กล่าวคือการจัดการคุณภาพการศึกษา ต้องยึดหลักการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน บิดา มารดา ผู้ปกครองชุมชน หรือหน่วยงานที่กำกับดูแล  ให้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย  วางแผน(P -Plan หมายถึงการวางแผน)    ติดตามประเมินผล (C -Check หมายถึงตรวจสอบ)     พัฒนาปรับปรุง(A -Action หมายถึงการแก้ไขข้อบกพร่องจากการตรวจสอบ และนำผลจากการแก้ไขไปถือปฏิบัติ)   ช่วยกันคิดช่วยกันทำ  (D -Do หมายถึงการปฏิบัติ ตามแผนที่ได้วางไว้)    เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

   2) จากคำกล่าวที่ว่า การป้องกันดีกว่าการแก้ปัญหา  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ จงยกตัวอย่าง

         ประกอบ

                จากคำกล่าวที่ว่า การป้องกันดีกว่าการแก้ปัญหา  ข้าพเจ้าเห็นด้วย เนื่องจาก การบริหารแบบคุณภาพมีแนวคิดอยู่บนพื้นฐานของการป้องกันความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นมากกว่าการแก้ไขภายหลังความผิดพลาด หรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว

                ตัวอย่างจากคำกล่าวที่ว่า การป้องกันดีกว่าการแก้ปัญหา คือการให้มีระบบประกันคุณภาพทางการศึกษา กล่าวคือ เป็นการควบคุมคุณภาพโดยการกำหนดมาตรฐานด้วยตนเอง    การตรวจสอบคุณภาพเป็นการตรวจสอบผลการดำเนินงานด้วยตนเอง   และการประเมินคุณภาพด้วยตนเอง และบุคลภายนอก

 

3) การบริหารโดยใช้ข้อมูลจริงมีประโยชน์ในการแก้ปัญหา และการตัดสินใจหรือไม่ อย่างไร

                การบริหารโดยใช้ข้อมูลจริงมีประโยชน์ในการแก้ปัญหา และการตัดสินใจ  คือในการจัดทำแผนงานเพื่อพัฒนาคุณภาพ   การกำหนดเป้าหมาย  ยุทธศาสตร์  การดำเนินงาน เกณฑ์มาตรฐาน  ฯลฯ ขั้นตอนดังกล่าวล้วนต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานทั้งสิ้น หากข้อมูลพื้นฐานไม่เพียงพอ ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่สามารถเชื่อถือได้ ย่อมหวังความสำเร็จได้ยาก ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในหน่วยงานของตน

 

4)บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วยใครบ้าง และควรมีบทบาทอย่างไร

                บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย กล่าวคือการจัดการคุณภาพการศึกษา ต้องยึดหลักการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน บิดา มารดา ผู้ปกครองชุมชน หรือหน่วยงานที่กำกับดูแล  ให้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย  วางแผน  ติดตามประเมินผล  พัฒนาปรับปรุง ช่วยกันคิดช่วยกันทำให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 1วิทยาการจัดการและบริหาร

1.การบริหารคืออะไร มีความหมายตรงกับอะไร จงอธิบาย

 การบริหาร คือ กระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Sergiovanni) การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่รวมปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน (Barnard)

มีความหมายตรงกับระบวนการคือการบริหารเป็นกระบวนการทางสังคมที่สามารถมองเห็นได้ 3 ทางคือ  

1.ทางโครงสร้าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ตามลำดับขั้นตอนของสายการบังคับบัญชา  

2.ทางหน้าที่ เป็นขั้นตอนของหน่วยงานที่ระบุหน้าที่ บทบาท ความรับผิดชอบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้สำเร็จเป้าหมาย

3. ทางปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่บุคคลและบุคคลต้องการร่วมทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน (Getzals & Guba)

 

2.การเคลื่อนไหวด้านมนุษยสัมพันธ์ และพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการบริหารเกิดขึ้นเพราะเหตุใด จงอธิบาย 

             การเคลื่อนไหวด้านมนุษยสัมพันธ์และพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการบริหารเกิดขึ้นเพราะกา บริหารงานที่มุ่งเน้นแต่ในด้านช้แรงงาน ผลผลิต  และวัตถุมากกว่าการดูแลบุคคล และสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการบริหาร

 

3.จงยกหลักธรรมในพระพุธศาสนาที่ท่านนับถือซึ่งเกี่ยวกับการบริหารพร้อมอธิบายโดยสังเขป                                                                                                                                                        

หลักการที่ผู้บริหารมักจะใช้ในการบริหารงาน  คือ หลักการ ครองตน   ครองคน  ครองงาน  เพื่อเป้าหมายความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเอง ผู้ร่วมงานมีความพึงพอใจและผลของงานที่มี ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล  ซึ่งในการ ครองตน  ครองคน  ครองงาน   นั้นผู้บริหารต้องบริหารโดยใช้หลักธรรมในการบริหาร ดังนี้

ครองตน  “หลักธรรมสัปปุริสธรรม7″

1.รู้จักเหตุ    

 2.รู้จักผล 

3.รู้จักตน    

4.รู้จักประมาณ

  5.รู้จักกาลเวลา

6.รู้จักชุมชน   

7.รู้จักเลือกคบบุคคล

ครองคน  “หลักธรรมสังคหวัตถุ4″

1.ทาน  : การให้การแบ่งปัน        

 2.ปิยวาจา : การพูดจาดี

3.อัตถจริย : การประพฤติตนเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น 

4.สมานัตตตา : การวางตนสมฐานะ เสมอต้นเสอปลาย

ครองงาน  “หลักธรรมอิทธิบาท 4″

1.ฉันทะ  : ความพอใจ รักและพอใจในงาน

2.วิริยะ   :  ความเพียร กระตือรือร้นขยันหมั่นเพียรในงาน

3.จิตตะ :  ความเอาใจใส่จดจ่อ  มีสมาธิอยู่กับงาน

4.วิมังสา :ความคิดไตร่ตรอง ใช้ความคิดสติปัญญาพิชิตงาน

 

ครองงาน  “หลักธรรมอิทธิบาท4″

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

 

4.ในการบริหารงานของท่านด้านการวางแผน การจัดองค์กร การจัดคนเข้าทำงาน การบริหารงานบุคคล การอำนวยการและการควบคุมที่ผ่านมาท่านประสบความสำเร็จในเรื่องอะไร และประสบปัญหาในเรื่องอะไรมากที่สุด เพราะเหตุใด          

                ในการบริหารงานของข้าพเจ้าด้านการวางแผน การจัดองค์กร การจัดคนเข้าทำงาน การบริหารงานบุคคล การอำนวยการและการควบคุมที่ผ่านมาข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในเรื่อง     การวางแผนะเพราะว่าการวางแผนเป็นการตัดสินใจในปัจจุบันถึงการกระทำในอนาคต ดังนั้น ขั้นตอนการวางแผนจึงเป็นเพียงแนวทาง ซึ่งยังไม่ได้ปฏิบัติจริง

และในการบริหารงานของข้าพเจ้าด้านการวางแผน การจัดองค์กร การจัดคนเข้าทำงาน การบริหารงานบุคคล การอำนวยการและการควบคุมที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีปัญหาในเรื่อง การบริหารงานบุคล เพราะคนมีจิตใจ และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ทำให้การใช้กระบวนการบริหารต้องใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์ และองค์ประกอบอื่นๆ ในการบริหารงานบุคล

 

5.การวางแผนคืออะไร สำคัญอย่างไร การทำงานโดยไม่มีแผนจะเกิดอะไร เพราะเหตุใดขึ้น

                 การวางแผน หมายถึงการกำหนดวิถีทางที่จะปฏิบัติไว้เป็นการล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดผลสำเร็จตามความต้องการ การวางแผนเป็บกระบวนการคิดที่จะต้องครอบคลุม เป็นสาระได้ทุกแง่มุมเพื่อให้ได้มาซึ่งกลยุทธ์
               การจัดองค์การ หมายถึงภาระหน้าที่ในการกำหนด จัดเตรียม และจัดความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่างๆเพื่อให้สามารถบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์การที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการวางแผนมีดังนี้

1.เพื่อให้การทำงานมีจุดหมายในอนาคต

2.สะดวกในการดำเนินงาน  งานสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

3.เมื่อเกิดปัญหาสามารถที่จะปรับแก้ไขได้ทันที

4.เป็นเครื่องมือสำหรับผู้บริหารในการควบคุมนโยลายและสามารถวินิจฉัย  ตัดสินใจได้อย่างประหยัด

5.ทำให้เกิดการประสานงานที่ดี

6.ทำให้เกิดการกระจายอำนาจ  

7.การทำงานโดยไม่มีแผนจะทำให้ การบริหารงาน ขาดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

6. องค์การและกรอบอัตรากำลังมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร    ทั้งสองเรื่องนี้มีความสำคัญต่อแผนอย่างไร

-องค์การและกรอบอัตรากำลังมีความเกี่ยวข้องกันคือองค์กรที่จัดขึ้นจะดำเนินการไม่ได้ เพราะยังไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถลงไปทำหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในคู่มือองค์กร และสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

– องค์การและกรอบอัตรากำลังมีความสำคัญต่อแผนคือ ช่วยให้แผนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

7. กิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคลมีอะไรบ้าง จงระบุพร้อมอธิบายมา 5 กิจกรรม

– กิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคลมีดังนี้

1.การคัดเลือกบุคลกรเข้าทำงาน อย่างเหมาะสม เพื่อให้งานดำเนินไปได้

 2.การปฐมนิเทศ และเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มงานใหม่ที่ดี

3.มีการจูงใจ และให้แรงเสริมเหมาะสม พร้อมทั้งให้มีสวัสดิการ ละสวัสดิภาพที่ด

 4.มีการประเมินการปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรม               

 5. มีการพัฒนาบุคลากร อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบุคลที่เรียนรู้ และปรับตัวตลอดเวลา

กิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลทุกกิจกรรมทำเพื่อให้กระ บวนการบริดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

 

8.จงอธิบายคำต่อไปน้พอสังเขป  ผู้บริหาร   ผู้นำและภาวะผู้นำ   การตัดสินใจ

 – ผู้บริหาร คือผู้ดูแลรักษา  ผู้ดำเนินกิจการ ตามกฏหมายให้เจริญก้าวหน้า ไปด้วยดี  

                 – ผู้นำและภาวะผู้นำ   ผู้นำคือผู้นำ คือ บุคคลที่มีความ สามารถในการใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำงานในระดับต่าง ๆ ที่ต้องการให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และภาวะผู้นำหมายถึงคือกระบวนการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือมากกว่า พยายามใช้อิทธิพลของตนหรือกลุ่มตน กระตุ้น ชี้นำ ผลักดัน ให้บุคคลอื่น หรือกลุ่ม บุคคลอื่น มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ตามต้องการ โดยมีความสำเร็จของกลุ่ม หรือองค์การเป็นเป้าหมาย
                -การตัดสินใจ หมายถึงการเลือกพิจารณาลงความเห็นชี้ขาดว่าใครผิด ใครถูก อย่างไหนดี อย่างไหนไม่ดี

 

9.การควบคุมคืออะไร สำคัญอย่างไร จงอธิบาย

 การควบคุมคือการควบคุม คือการบังคับหรือกำกับให้การทำงานต่างๆเป็นไปตามแผน โดยต้องจัดระบบการรายงาน(Reporting System ) ต้องกำหนดว่าข้อมูลใดจำเป็นสำหรับการควบคุม กำหนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานต่างๆขึ้นเพื่อใช้วัดผลการทำงาน

การควบคุมมีความสำคัญคือ ทำให้งานนั้นเป็นไปตามแผนและได้มาตรฐานที่ได้กำหนดไว้; สามารถตรวจสอบวิธีการปฏิบัติงานว่าได้เป็นไปตามแผนหรือไม่   ช่วยให้ทราบว่าใช้ทรัพยากรอย่าง    มีประสิทธิภาพหรือไม่  ช่วยลดอุบัติเหตุให้น้อยลง

 

10.จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ ต่อไปนี้กับการศึกษา

ประชากรศาสตร์หมายถึง ศาสตร์ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับ ขนาดหรือจำนวนของคน ที่มีอยู่ในแต่ละสังคม ภูมิภาค และระดับโลก นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับการกระจายตัว ของประชากร และองค์ประกอบต่างๆของประชากร

          การศึกษาประชากรศาสตร์ทำให้ทราบข้อมูลของประชากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากข้อมูลปัจจุบันทำให้สามารถนำไปคาดการณ์ประชากรในอนาคตได้ และนำข้อมูลของการคาดการณ์ไปวางแผนการดำเนินงานต่างๆ เช่น การรับบุคลากร การวางแผนการจัดการศึกษา ฯลฯ

จิตวิทยาจิตวิทยา คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต), กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์

ประโยชน์ของจิตวิทยาการศึกษามีดังต่อไปนี้
       1. ช่วยให้ผู้สอนสามารถเข้าใจตนเอง พิจารณา ตรวจสอบตนเอง ทั้งในด้านดีและข้อบกพร่อง รวมทั้งความสนใจ ความต้องการ ความสามารถ ซึ่งจะทำให้สามารถคิด และตัดสินใจกระทำสิ่งต่าง ๆได้อย่างเหมาะสม

          2. ช่วยให้ผู้สอน เข้าใจทฤษฎีวิธีการใหม่ ๆ และสามารถนำความรู้เหล่านั้น มาจัดกิจกรรม

การเรียนการสอน ตลอดจนนำเทคนิคการใช้ได้เหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง เช่นใน การเรียนสิ่งที่เป็นนามธรรมผู้สอนจำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์เพื่อประกอบการสอนเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
       3.ช่วยให้ผู้สอนเข้าใจธรรมชาติความเจริญเติบโตของผู้เรียนและสามารถจัดการเรียน

การสอนให้เหมาะสม กับธรรมชาติ ความต้องการ ความสนใจ ของผู้เรียนแต่ละวัยได้
       4. ช่วยให้ผู้สอน เข้าใจ และสามารถเตรียมบทเรียน วิธีสอน วิธีจัดกิจกรรมตลอดจนวิธีการ

วัดผล ประเมินผลการศึกษา ให้สอดคล้องกับความเจริญเติบโตของผู้เรียน ตามหลักการ
       5. ช่วยให้ผู้สอน รู้จักวิธีการศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหา และส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนให้เป็นไปอย่างดีที่สุด
       6.ช่วยให้ผู้สอนมีสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้เรียนมีความเข้าใจและสามารถทำงานกับผู้เรียนได้อย่างราบรื่น

       7. ช่วยให้ผู้บริหารการศึกษา ได้วางแผนการศึกษา การจัดหลักสูตร อุปกรณ์การสอน และการบริหารได้อย่างถูกต้อง
       8.ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีรู้จักจิตใจคนอื่นรู้ความต้องการความสนใจและปรับตัวให้เข้ากับลักษณะเหล่านั้นได้ก็จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข

สังคมวิทยา คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการรวมกลุ่มของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้น สังคมวิทยาเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับสังคมซึ่งมี  มีการ ศึกษาเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง   การเข้าใจสังคมจึงเป็นการเข้าใจองค์รวม และเข้าใจมิติต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะจะทำให้ทราบว่าการศึกษามีส่วนให้ และรับกับส่วนอื่นๆอย่างไร

 

*************************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอบคำถามท้ายบทที่

บทที่ 1วิทยาการจัดการและบริหาร

 

 

 

 

โดย

นายทรงชัย  เลิศวัฒนาพร

นักศึกษาปริญญาบัณฑิต  สาขาบริหารการศึกษา

เลขประจำตัว75079075

 

 

 

เสนอ

ผศ.ดร.ไพโรจน์  อุลิต

Posted by: songchaile | เมษายน 12, 2008

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

หมวดหมู่